จากตำนาน ของพระมหาเจดีย์ชเวดากอง

    ในปีที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้นั้นมีพ่อค้าชาวพม่าสองพี่น้อง คนพี่ชื่อตปุสสะ และคนน้องชื่อ ภัลลิกะ(ปฐมอุบาสก) กำลังเดินทางกลับจากอินเดียพบพระพุทธเจ้าใกล้ๆกับต้นโพธิ์ ที่ตรัสรู้บังเกิดความเลื่อมใส จึงนำขนมพิเศษซึ่งเตรียมเป็นเสบียงกรังของตนไปถวายพระพุทธเจ้า

    เมื่อพระพุทธเจ้าฉันเสร็จแล้ว จึงเอาพระหัตถ์ลูบพระเศียร พระเกศาติดพระหัตถ์ออกมา ๘ เส้น จึงมอบให้ตปุสสะและภัลลิกะ เมื่อทั้งสองพี่น้องกลับสู่พม่าจึงได้นำพระเกศาธาตุ ไปถวายพระเจ้าแผ่นดินแห่งเมืองโอกกะละ (คือย่างกุ้งในปัจจุบัน) โดยกราบทูลว่า " ข้าฯแต่พระเจ้าแผ่นดินผู้ยิ่งใหญ่ พระพุทธองค์ได้ตรัสสั่งว่าให้ประดิษฐานพระเกศาธาตุของพระองค์ ร่วมกับพระบรมธาตุของพระพุทธเจ้าทั้ง ๓ พระองค์ก่อนโน้น ในสถานที่แห่งเดียวกันด้วยพระเจ้าข้า ณ เจดีย์ ที่ภูเขาสิงฆุตตระ"

    แต่พระเจ้าโอกกลาปะ ก็ส่งทหารออกค้นหากลางป่าดงพงไพรนานเป็นปีก็ไม่พบ จึงร้อนถึงท้าวสักกะ (หรือที่เราเรียกว่า "ท้าวสหัสนัยน์ไตรตรึงษา") ต้องเสด็จลงมาเลือกช่วยเลือกสถานที่ให้ ในการนี้ท้าวสักกะได้ตรัสสั่งเทวดา ๔ องค์ คือ สุเล อมะยิสะ ยอฮานีและทักษิน ให้ช่วยเหลือด้วย ดังนั้นด้วยอำนาจแห่งเทวฤทธิ์ของเทวดาเหล่านั้น จึงนำเอาพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าในอดีตอีก ๓ พระองค์ คือ พระกกุสันธพุทธะ พระโกนาคมพุทธะ และพระกัสสปพุทธะ พร้อมทั้งไม้เท้า(ของพระกกุสันธะพุทธะ) กระบอกกรองน้ำ(ของพระโกนาคมพุทธะ)และผ้าอาบน้ำ(ของพระกัสสปพุทธะ) มาสมทบบรรจุเข้าในพระเจดีย์ที่จะสร้างใหม่นี้ด้วย

    ในอนาคตกาล พระพุทธเจ้าองค์สุดท้ายแห่งภัทรกัปนี้ คือพระศรีอริยเมตไตรย" ในอนาคตเบื้องหน้า จะทรงประทาน " สร้อยพระศกและพระมหามงกุฏ" เป็นพระบรมธาตุประดิษฐาน ณ พระมหาเจดีย์ชเวดากอง


    เจดีย์ทองคำแห่งนี้ เป็นสัญลักษณ์ที่จะบอกกับเราว่า "ดินแดนนี้ คือ พม่า ซึ่งไม่มีทางเหมือนกับผืนแผ่นดินใดที่ข้าพเจ้าได้เคยรู้จักมาก่อนหน้า" ซึ่งคำพูดประโยคนี้ได้ถูดกบันทึกเอาไว้ในเรื่องราว "จดหมายจากตะวันออก" ที่ "รุดยาร์ด คิพลลิง" ได้เขียนขึ้นมาเมื่อ ปี ค.ศ. ๑๘๘๙

   กว่าร้อยปีมาแล้วที่คิพลิงได้เดินทางล่องเรือไปตามลำน้ำในเมืองย่างกุ้งซึ่งเป็นเมืองหลวงของพม่า ในขณะที่สถูปทองคำเหลืองอร่ามของเจดีย์ชเวดากองส่องแสงแวววาวเด่นสง่าอยู่เหนือทิวทิศน์ทั่วไปของเมืองใหญ่แห่งนี้

   ไม่เพียงแต่จะมีความงดงามโดดเด่น ทางด้านสถาปัตยกรรมที่สะดุดตาเท่านั้น หากแต่ "ชเวดากอง" ยังถือว่าเป็นสัญลักษณ์เพียง หนึ่งเดียวของพม่า ซึ่งแม้ว่าจะถูกสร้างขึ้นมาด้วยฝีมือชาวมอญก็ตามที

   สาเหตุซึ่งทำให้พระเจดีย์ทองที่ยิ่งใหญ่แห่งนี้กลายเป็นจุดเด่นสะดุดตาของนักท่องเที่ยวทั่วไป ที่สามารถมองเห็นได้ไม่ว่าจะมองจากทิศใด ก็เนื่องจากว่า ตั้งอยู่บนเนินเขาเชียงกุตตระ ทางทิศเหนือของใจกลาง เมืองย่างกุ้ง

   ในตำนานของเดีย์ชเวดากองนั้น มีเรื่องราวมากมายหลากหลายที่ได้เล่ากันต่อ ๆ มา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวกับอภินิหาร หรือแม้กระทั่งการสร้างเจดีย์แห่งนี้ขึ้นมาของ พระนางชินสอบู ซึ่งถ้าหากใครสนใจใคร่รู้แล้วจะพบว่า ทุกเรื่องราวที่เล่ามานั้นไม่ธรรมดาเลยทีเดียว

   หากจะย้อนกลับไปเมื่อสมัย พระเจ้าโอกกลาปะ ผู้เป็น กษัตริย์แห่งดินแดนสุวรรณภูมิ ผู้ครองเมืองตะลายง์ซึ่งอยู่ใกล้ กับเชิงเขา กุตตระ ว่ากันว่าในขณะนั้น เจ้าชายสิทธัตถะกุมาร ยังคงเป็นเพียงเจ้าชายที่ยังไม่ได้ออกบวช และตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า

   เนินเขาเชียงกุตตระ เชื่อกันว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และเป็นที่ประดิษฐานของเครื่องบริขารของอดีตพระพุทธเจ้าทั้งสามพระองค์ อันได้แก่ ธารพระกร พระธมกรก และจีวร

   ซึ่งในความเชื่อของชาวพุทธเรานั้น ได้เชื่อกันว่า ในทุก ๆ ๕๐๐๐ ปี ก็จะมีพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งอุบัติขึ้นมาองค์หนึ่ง ซึ่งในเวลานั้น อดีตพระพุทธเจ้าทั้งสามพระองค์ก็เสด็จดับขันธ์ปรินิพพานล่วงไปแล้วเกือบ ๕๐๐๐ ปี ในความเชื่อของทุกคนนั้นไม่ช้า เนินเขาเชียงกุตตระ แห่งนี้ก็จะต้องสูญสิ้นความศักดิ์สิทธิ์ไป เว้นแต่พระพุทธเจ้าที่อุบัติขึ้นมาใหม่นั้นจะได้เสด็จมาปรากฏกายยังที่นี่อีกครั้ง

   และพระราชทานสิ่งของแทนพระองค์ไว้ให้ทุกคนได้ทำการบูชาสืบต่อไปอีก ๕๐๐๐ ปี

   ในครั้งนั้นพระเจ้าโอกกลาปะจึงได้ เสด็จขึ้นไปบำเพ็ญเพียรที่บนยอดเขา โดยทรงเจริญสมาธิภาวนาด้วยหวังจะได้พระธาตุมาบูชาโดยเร็ววัน ก่อนที่ความศักดิ์สิทธิ์จะเสื่อมสลายลง ซึ่งในขณะนั้นเช่นกันที่เป็นช่วงซึ่ง เจ้าชายสิทธัตถะ ได้ออกบำเพ็ญเพียรจนใกล้จะบรรลุพระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ เช่นกัน

   และพระองค์ได้ล่วงรู้ถึงภาวนาของพระเจ้าโอกกลาปะ จึงได้แสดงอภินิหารมาปรากฏกายต่อหน้าพระพักตร์ของพระเจ้าโอกกลาปะ และตรัสว่า พระประสงค์ของพระองค์นั้นจะสัมฤทธิ์ผลแน่นอน

   กาลเวลาล่วงไป เมื่อองค์พระพุทธเจ้าได้บำเพ็ญเพียรอยู่ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์เป็นเวลา ๔๙ วันนั้น ได้มี นายวานิชชาวพม่าสองคน พี่น้องเดินทางมาค้าขายจากอุกลชนบท คนหนึ่งชื่อ "ตาปุสสะ" อีกคนหนึ่งชื่อ "ภัทลิกะ" มาพบเข้าจึงเกิดความเลื่อมใส นำข้าวสัตตูไปถวายให้พระองค์เสวย

   องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงทรงเสยพระเศียรได้เส้นพระเกศา ๘ เส้น พระราชทานให้กับสองพ่อค้าพี่น้องไป ระหว่างทางที่ได้เดินทางกลับพม่านั้น พระราชาแห่งนครอเจตตะ ได้ปล้นชิงเอาพระเกศาธาตุไปจากนายวานิชพี่น้องสองเส้น และขณะที่กำลังล่องเรือข้ามอ่าวเบงกอลมาก็มีพญานาคราชตนหนึ่งผุดจากทะเลขึ้นมาชิงเอาพระเกศาธาตุของพระพุทธองค์ไปอีกสองเส้น

   เมื่อกลับมาถึงยังฝั่งพระนครที่เมืองพม่านั้น พระเจ้าโอกกกลาปะ ทรงจัดพิธีต้อนรับ และเฉลิมฉลองพระเกศธาตุ อย่างยิ่งใหญ่ และได้มีการคัดเลือกสถานที่ซึ่งจะนำพระเกศธาตุที่เหลืออยู่นั้นไปประดิษฐานเอาไว้

   ในตำนานนั้นกล่าวว่า เมื่อพระเจ้าโอกกลาปะ ทรงเปิดกล่องที่บรรจุพระเกศาธาตุออกมาทอดพระเนตรนัน กลับพบว่า เส้นพระเกศาขององค์พระพุทธเจ้าได้แสดงอภินิหารเสด็จคืนกลับมาอยู่ในกล่องดังกล่าวนั้นทั้ง ๘ เส้น เป็นที่น่าอัศจรรย์ยิ่ง

   ขณะที่ทรงทอดพระเนตรเส้นพระเกศธาตุ ด้วยความปลาบปลื้มปิติอยู่นั้น พระเกศธาตุทั้ง ๘ เส้นก็ได้เปล่งรัศมีอันสุกใส ยังความสว่างไสวไปทั่วทั้งแผ่นดิน ในช่วงเวลานั้น คนตาบอดก็พลันได้มองเห็น คนที่พิการเป็นใบก็สามารถพูดได้ คนที่ง่อยเปลี้ยเสียขา ก็กลับกลายสามารถลุกขึ้นเดินได้

   ในยามนั้น โลกาตุพลันสะเทือนไปทั่วหล้าพสธากัมปนาทอัสนีบาตฟาดเปรี้ยง เสียงเสนั่นพระพิรุณโปรยปรายลงมาพลัน และสายฝนที่หลั่งลงมานั้นกลับกลายเป็นอัญมณีที่ร่วงหล่นกระจายดารดาษ

   พระเจ้าโอกกลาปะ เห็นเป็นที่อัศจรรย์อย่างนั้น จึงทรงโปรดเกล้าให้อัญเชิญพระเกศธาตุทั้งหมดนี้ขึ้นไปประดิษฐานเอาไว้บนเนินเขาเชียงอุตตระและสร้างพระเจดีย์ครอบเอาไว้ เพื่อที่ให้เป็นที่สักการะของชาวพม่าสืบชั่วลูกหลานเหลนโหลน

   วันเวลาล่วงมานับจากวันที่เกิดขึ้นในตำนานที่กล่าวกันมาแล้วนั้น จนกระทั่งถึงในสมัยที่อาณาจักรพุกาม เป็นใหญ่ในประเทศนั้น เจดีย์ดังกล่าวแห่งนี้ ก็ได้รับการดูแลบูรณะสืบต่อกันมาไม่เคยขาดซึ่ง พระเจ้าอโนรธามังช่อ ก็เคยเสด็จประพาสเจดีย์ดังกล่าวนี้เมื่อสมัยที่พระองค์ทรงยังทัพลงมาเพื่อขยายอาณาเขตทางใต้

   ใน พ.ศ. ๑๙๒๕ พระเจ้าบยินยาอู หรือที่เรียกกันว่า พระยาอู่ แห่งเมืองพรโค ได้บูรณะเจดีย์ขึ้นมาใหม่ และในสมัยของพระเจ้าเบีนยาเกียน(พระเจ้าราชาธิราช) นั้นก็ ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ยกองค์สถูปขึ้นไปจนสูงถึง ๙๐ เมตร

   แต่ในสมัยที่พระนางชินสอบู ซึ่งเป็นพระราชธิดาของพระองค์ทรงขึ้นครองราชย์นั้น พระนางได้อภิเษกกัยพระเจ้าอังวะ และเป็นผู้ฝักใฝ่ธรรมะ ศึกษาพระคัมภีร์จนเชี่ยวชาญโดยมีสองสามเณรคอยช่วยเหลือคือ "ธรรมเจดีย์" และ"ธรรมปาล"

   ตามตำนานนั้นเล่าว่าเณรทั้งสองรูปนี้มีความเก่งกล้าสามารถในเรื่องเวทมนต์ ไสยศาสตร์ ถึงขนาดที่ว่าได้สามารถนำพาเอาพระนางชินสอบูเสด็จหนีออกมาจาก กรุงอังวะสู่เมืองหงสาวดี และได้มีการเสี่ยงทายหารัชทายาท จนกระทั่งได้ธรรมเจดีย์เป็นผู้ที่สืบต่อราชสมบัติ

   พระนางชินสอบู พระองค์นี้ ทรงเป็นนางพญาตะละท้าว ที่ชาวมอญ ทั่วไปต่างก็ให้ความนับถือเป็นอันมาก เพราะในยุคของพระนางนี่เองที่ได้ทำการบูรณะ เจดีย์ชเวดากอง ขึ้นมาจนกลายเป็นเจดีย์ทองที่สุกปลั่งอลังการอย่างในปัจจุบันนี้ โดยโปรดให้มีการนำเอาทองคำน้ำหนักเท่าพระองค์คือ ๔๐ กิโลกรัม ปิดทับลงไปบนองค์พระเจดีย์ที่ทรงมีความศรัทธาเลื่อมใส

   ซึ่งในสมัยวาระสุดท้ายแห่งพระชนม์ชีพของพระนางนันกล่าวกันว่าพระนางชินสอบูทรงเสด็จไปประทับอยู่ที่หมู่บ้านตะเกิง ทอดพระเนตรยอดเจดีย์ทองของชเวดากองจนถึงวาระสุดท้าย

   พระเจ้าธรรมเจดีย์ขึ้นครองราชย์ในเวลาต่อมาโดยได้รับขนานนามว่า "พระเจ้ารามาธิบดีชินพะยูเยน" หรือ "ศรีบวรมหาธรรมราชาธิราช" ทรงเป็นพระมหากษัตริย์แห่งแผ่นดินมอญที่มีพระปรีชาสามารถยิ่งนัก เนื่องจากทรงทำนุบำรุงประเทศจนรุ่งเรือง และทรงสร้างสัมพันธไมตรกับประเทศเพื่อนบ้านจนแผ่นดินมอญอยู่ในความร่มเย็นเป็นสุขตลอดมา

   แต่ทว่าเมื่อถึงคราวมี่ "บินยายัน" โอรสของพระองค์ ขึ้นครองราชย์สืบต่อนั้น เหตุการณ์กลับเปลี่ยนไป เมื่อได้นำความขัดแย้งกับเมืองตองอูจนเข้าสู่สงคราม และทำให้พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ ยกทัพเสด็จมาย่ำยีจนกระทั่ง มอญหมดสิ้นอำนาจในที่สุด

   ย้อนกล่าวไปถึงเรื่องราวเมื่อสมัยพระเจ้าธรรมเจดีย์ขึ้นครองราชย์นั้น พระองค์ทรงสร้างระฆังใบหนึ่งซึ่งหนักราว ๓๐ ตัน เพื่อนำไปประดิษฐานเอาไว้ที่เจดีย์ชเวดากองหากแต่ในเวลาต่อมา ได้ถูกทหารรับจ้างชาวโปรตุเกสแย่งชิงเอาไปเพื่อที่จะนำระฆังใบใหญ่นี้ไปหลอมเป็นปืน

   แต่ทว่าขณะที่นำระฆังล่องเรือข้ามแม่น้ำบากานนั้น เรือเกิดล่ม ระฆังจมลงสู่ก้อนแม่น้ำจนทำให้ไม่มีใครกู้ได้

   หลังจากนั้นอีกสองร้อยกว่าปีต่อมา เจ้าราชบุตรสิงคุ ทรงโปรดเกล้าให้สร้างระฆังสัมฤทิธิ์หนัก ๒๓ ตัน ชื่อว่า "ระฆังมหาคันธ" นำไปประดิษฐานเอาไว้ที่องค์พระเจดีย์สืบมาจนกระทั่งสมัยที่อังกฤษได้ขยายอิทธิพลเข้ามาในถิ่นนี้และพยายามที่จะขนย้ายระฆังไปเก็บเอาไว้ที่เมืองกัลกัตตา หากแต่ว่าเกิดอุบัติเหตุเรือล่มจมลงกลางแม่น้ำ ทำให้ระฆังดังกล่าวนั้นจมลงไปและไม่มีใครกู้ได้เช่นกัน

   ในระหว่างนั้น ทหารอังกฤษพยายามที่จะกู้ระฆังใบนี้ขึ้นมาตลอดเวลา แต่ทว่าไม่สามรถที่จะทำได้ ดังนั้นจึงทำให้ชาวพม่าที่เชื่อกันว่า สาเหตุที่ทำให้เรือล่มและระฆังจมลงไปยังก้นแม่น้ำนันเนื่องเพราะว่า อาถรรพณ์จากการที่มีคนพยายามลบหลู่องค์พระเจดีย์

   ด้วยความศรัทธาที่แก่กล้านี้ พวกเขาจึงได้เสนอว่าจะทำการกู้ระฆังขึ้นมา พวกเขาจึงได้เสนอว่าจะทำการกู้ระฆังขึ้นมา หากแต่มีเงื่อนไขว่าจะต้องนำระฆังกลับไปประดิษฐานเอาไว้ ณ ที่เดิม

   อังกฤษตกลง เพราะคิดว่าชาวพม่าคงไม่มีที่จะกู้ระฆังได้แน่ แต่กลับผิดคาด เมื่อปรากฏว่าชาวพม่าสามารถกู้ระฆังขึ้นมาโดยใช้วิธีดำน้ำลงไปแล้วผูกแพไม้ไผ่จำนวนมากรองเอาไว้ใต้ระฆัง จนกระทั่งสามารถหนุนระฆังที่นหักอึ้งถึง ๒๓ ตัน อันนั้นให้ลอยขึ้นสู่พื้นน้ำได้

   เรื่องราวที่เป็นเรื่องเล่าเกี่ยวกับเจดีย์ชเวดากองนี้ มีอยู่มากมาย ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่เป็นตำนานอภินิหารที่บรรพบุรุษของชาวพม่าเล่าสืบต่อกันมาในหมู่บุตรหลาน และได้มีการบันทึกเอาไว้ ทั้งในประวัติศาสตร์และในหนังสือตำนาน

   และด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้เจดีย์ที่มากด้วยอภินินหารอย่างชเวดากองนั้นได้รับความสนใจ และได้มีการสถาปนาเจดีย์แห่งนี้ขึ้นมาเป็นสัญลักษณ์ของพม่าในที่สุด***

 

*จากแม่พลอย**
ปิดหน้านี้