เสาะหาธรรมะจากดวงดาว

   

   ดวงอาทิตย์ ประธานแห่ง สุริยะจักรวาล ดาวเคราะห์ต่างเกาะกันอยู่อย่างเป็นระบบ โดยมีดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลาง โลกและดาวเคราะห์ต่างๆโคจรรอบดวงอาทิตย์ เพื่อรับพลังงานแสงสว่างและความร้อน มนุษย์รู้จักใช้ดวงอาทิตย์เป็นตัวนับเวลาบอก วัน เดือน ปี มาตั้งแต่โบราณกาล ในสมัยก่อนเชื่อกันว่าโลกเป็นจุดศูนย์กลางของจักรวาล ดวงดาวต่างๆรวมทั้งดวงอาทิตย์ต่างโคจรรอบโลก คนโบราณเขาแบ่งกลุ่มดาวบนท้องฟ้าออกเป็น ๑๒ กลุ่ม เรียกว่าจักรราศีเมื่อสังเกตตำแหน่งดวงอาทิตย์ที่เคลื่อนที่ไปสู่กลุ่มดาวจักรราศีทั้ง ๑๒ กลุ่ม จึงกลายเป็นที่มาของชื่อเดือนทั้ง ๑๒ เดือนนั่นเอง และดวงอาทิตย์จักโคจรกลับมาที่ตำแหน่งเดิมอีกทีเป็นเวลา ๓๖๕ วัน (มีเศษหนึ่งส่วนสี่) จึงกำหนดเป็นเวลา ๑ รอบหรือ ๑ ปี ถ้าเราแทนท้องฟ้าด้วยรูปวงกลมวงหนึ่ง แล้วเราตีเส้นแบ่งให้เป็น ๑๒ ส่วน ต่อไปเราแทนแต่ละส่วนด้วยกลุ่มดาวฤกษ์ประจำทั้ง ๑๒ เดือนเรียงลำดับกันไปตามจริง เราก็จะได้รูปวงกลม(ท้องฟ้า) ๑๒ ราศี เริ่มตั้งแต่ราศี เมษ (เดือนเมษายน) เรียงไป จนถึง ราศี มีน(เดือนมีนาคม) รูปนี้แหละที่นักพยากรณ์ใช้ทำนายดวงชะตาโดยถือว่าบุคคลที่เกิดขณะที่ดวงอาทิตย์กำลังโคจรอยู่ในราศีใด ก็มีคำทำนาย (อย่างคร่าวๆ) ตามราศีนั้น


   ดวงดาวที่ระยิบระยับในท้องฟ้ายามราตรี แสดงถึงความเกิด-ดับ ดวงจันทร์ที่สว่างในปักษ์ข้างขึ้นจนเต็มดวงในคืนวันเพ็ญ แล้วค่อยๆมืดลงจนหายไปในคืนข้างแรม บอกถึงความไม่เที่ยงแท้แน่นอนเป็นอนิจจัง ที่กล่าวมาล้วนทำให้เห็นได้ว่าเราสามารถเสาะหา ธรรมะ จากธรรมชาติทุกอย่างได้แม้กระทั่งดวงดาว ขอย้อนกลับไปในสมัยก่อน คนโบราณเขาสังเกตดวงดาวบนท้องฟ้านำมาผูกกับชะตาชีวิตคนได้ ดาวเหล่านั้นที่นำมาผูกชะตาได้แก่ ดาวเคราะห์ อันมี ดาวอาทิตย์ ดาวจันทร์ ดาวอังคาร ดาวพุธ ดาวพฤหัสบดี ดาวศุกร์ ดาวเสาร์ ฯลฯ ทีนี้เรามาลองศึกษาดวงดาวที่มีความสำคัญต่อชะตาชีวิตตามคติของคนโบราณ เรามาลองเสาะแสวงหา ธรรมะ จากดวงดาวเหล่านี้ดูกันดีไหมครับ


    ดวงอาทิตย์ ประธานแห่ง สุริยะจักรวาล ดาวเคราะห์ต่างเกาะกันอยู่อย่างเป็นระบบ โดยมีดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลาง โลกและดาวเคราะห์ต่างๆโคจรรอบดวงอาทิตย์ เพื่อรับพลังงานแสงสว่างและความร้อน มนุษย์รู้จักใช้ดวงอาทิตย์เป็นตัวนับเวลาบอก วัน เดือน ปี มาตั้งแต่โบราณกาล ในสมัยก่อนเชื่อกันว่าโลกเป็นจุดศูนย์กลางของจักรวาล ดวงดาวต่างๆรวมทั้งดวงอาทิตย์ต่างโคจรรอบโลก คนโบราณเขาแบ่งกลุ่มดาวบนท้องฟ้าออกเป็น ๑๒ กลุ่ม เรียกว่าจักรราศีเมื่อสังเกตตำแหน่งดวงอาทิตย์ที่เคลื่อนที่ไปสู่กลุ่มดาวจักรราศีทั้ง ๑๒ กลุ่ม จึงกลายเป็นที่มาของชื่อเดือนทั้ง ๑๒ เดือนนั่นเอง และดวงอาทิตย์จักโคจรกลับมาที่ตำแหน่งเดิมอีกทีเป็นเวลา ๓๖๕ วัน (มีเศษหนึ่งส่วนสี่) จึงกำหนดเป็นเวลา ๑ รอบหรือ ๑ ปี ถ้าเราแทนท้องฟ้าด้วยรูปวงกลมวงหนึ่ง แล้วเราตีเส้นแบ่งให้เป็น ๑๒ ส่วน ต่อไปเราแทนแต่ละส่วนด้วยกลุ่มดาวฤกษ์ประจำทั้ง ๑๒ เดือนเรียงลำดับกันไปตามจริง เราก็จะได้รูปวงกลม(ท้องฟ้า) ๑๒ ราศี เริ่มตั้งแต่ราศี เมษ (เดือนเมษายน) เรียงไป จนถึง ราศี มีน(เดือนมีนาคม) รูปนี้แหละที่นักพยากรณ์ใช้ทำนายดวงชะตาโดยถือว่าบุคคลที่เกิดขณะที่ดวงอาทิตย์กำลังโคจรอยู่ในราศีใด ก็มีคำทำนาย (อย่างคร่าวๆ) ตามราศีนั้น


   นอกจากดูตำแหน่งดวงอาทิตย์ตามราศีที่สถิตแล้ว ยังสามารถดูตำแหน่งดวงอาทิตย์บนท้องฟ้าในรอบวันได้ด้วย เช่น คนที่เกิดตอนอาทิตย์เริ่มโผล่ขึ้นขอบฟ้า (ราว ๖ โมงเช้า) จักเป็นคนรักเกียรติ หยิ่งในศักดิ์ศรี ปัญญาดี คนที่เกิดในช่วงนี้เช่น มหาตมะคานธี ผู้ปลดแอกให้ชาวอินเดียนั่นเอง คนที่เกิดตอนดวงอาทิตย์กำลังตรงหัว (ช่วงเที่ยง) จะมีชีวิตรุ่งโรจน์ มีเกียรติยศชื่อเสียง เป็นผู้บังคับบัญชา ตัวอย่างบุคคลที่เกิดในเวลานี้เช่น นโปเลียนมหาราช ผู้แผ่ขยายอาณาจักรไปทั่วทวีปยุโรปนั่นเอง และที่ลืมไม่ได้ก็คือ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราก็ประสูติในเวลาใกล้เที่ยงเช่นเดียวกัน คนที่เกิดตอนดวงอาทิตย์ตก (ราว ๖ โมงเย็น ) มักแต่งงานช้า และมีชีวิตสมรสที่ไม่ราบรื่น คนที่เกิดตอนเที่ยงคืน มักมีความคิดขวางโลก เช่น เลนิน นักปฎิวัติที่ทำให้โลกตกอยู่ในความหวาดกลัวเป็นเวลาหลายทศวรรษ


   เนื่องจากดวงอาทิตย์มีความสำคัญมากมายต่อโลกและจักรวาล เราจึงยกย่องให้เป็นดวงดาวอันดับหนึ่ง โดยใช้เลข ๑ เป็นตัวแทนของดาวอาทิตย์ และเมื่อเรารู้จักตำแหน่งของท้องฟ้าตามจักรราศีทั้ง ๑๒ แล้ว ซึ่งมีราศีเมษ เป็นราศีตั้งต้น หรือเป็นราศีอันดับที่หนึ่ง เมื่อ ดาวอาทิตย์ ก็เป็นหนึ่ง ราศีเมษก็เป็นหนึ่ง เมื่อทั้งคู่มาเจอกัน หมายถึงเมื่อดาวอาทิตย์โคจรเข้าสู่ราศีเมษ (ตามศัพท์เทคนิคเรียก ยกเข้าสู่ราศีเมษ) ในวันนั้นเราจักเรียกว่า “วันสงกรานต์” ซึ่งจะตรงกับวันที่ ๑๓ เมษายนของทุกปี ในตำนานสงกรานต์นั้นก็จะดูว่าวันนี้ตรงกับวันอะไรในสัปดาห์ ก็จะตั้งชื่อนางสงกรานต์ตามตำรานั้น


   เล่ามายืดยาว ยังเสาะหาธรรมะไม่พบใช่ไหมครับ คราวหน้าผมจะพาไปเสาะหาต่อ คิดว่าคงได้พบ ธรรมะ บางอย่างแน่ๆครับ

หน้า ๑   หน้า ๒

 

*จากคุณน้ำใส**