บันทึกของยุพิน

   หนูชื่อ ยุพิน อายุ ๑๔ ปี ศึกษาอยู่โรงเรียนแห่งหนึ่งในตัวจังหวัด ตั้งอยู่ทางภาคตะวันออกของประเทศ และในช่วงปิดเทอมใหญ่ปีนั้น หนูกับเพื่อนๆได้มีโอกาสเข้ารับการฝึกวิปัสสนากรรมฐานที่สำนักแห่งหนึ่งตั้งอยู่บนภูเขา โดยเป็นโครงการพัฒนาเยาวชนในช่วงปิดภาคเรียนของโรงเรียนหนูนั่นเอง หนูและเพื่อนๆพร้อมทั้งอาจารย์รวม ๓๐ กว่าคนได้ร่วมกันปฏิบัติธรรมเป็นเวลา ๑๐ วัน ทุกคนมีความก้าวหน้าในทางปฏิบัติตามกำลังบารมีของแต่ละคน แต่ที่พิเศษคือหนูและเพื่อนร่วมห้องอีก ๒ คนคือ วราภรณ์ และ กาญจนา สามารถที่จะถอดจิตได้ และได้รับความเมตตาอนุเคราะห์จากคุณแม่ใหญ่ (แม่ชี) ที่อบรม ช่วยกำกับและพาท่องไปยังสถานที่ต่างๆด้วยพลังจิตของท่าน ด้วยเหตุนี้ อาจารย์ชองโรงเรียนที่เดินทางมาอบรมด้วยกันเห็นความสำคัญ จึงขอให้หนูเขียนบันทึกเรื่องราวต่างๆที่ประสบพบเห็นมา เพื่อเก็บไว้ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษา แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น เหตุการณ์บางเรื่อง คุณแม่ใหญ่ ก็ยังไม่ให้เปิดเผย ซึ่งส่วนใหญ่เกี่ยวข้องถึงอนาคตของบุคคลบางคน ถ้าเปิดเผยไปแล้วจะสร้างผลเสียมากกว่าผลดี หนูหวังว่า บันทึกนี้คงพอเป็นประโยชน์สำหรับบุคคลที่ได้อ่าน และชักนำให้สร้างสมคุณความดียิ่งๆขึ้นตลอดไป

   

คืนแรก...นอนไม่หลับ

   รถบัสของโรงเรียนได้พาพวกเรามาส่งที่ปากทางขึ้นเขา จากนั้นต่างคนต้องแบกสำภาระของตนเองเดินด้วยเท้าขึ้นไปบนเขา สักพักใหญ่ก็มาถึงศาลาหลังใหญ่ซึ่งมีคุณแม่(แม่ชี)มารอต้อนรับ ได้พักดื่มน้ำเย็นพอหายเหนื่อยแล้วก็พากันนำกระเป๋าสัมภาระไปเก็บในห้องขนาดใหญ่และยาว ถ้านอนหันหัวเข้าหากันเป็น ๒ แถว ก็จะนอนได้ถึง ๔๐ คนทีเดียว

   ถึงเวลาเที่ยงพวกเราก็มากันที่โรงครัวเพื่อรับประทานอาหาร กับข้าวที่นี่เป็นมังสวิรัติ คุณแม่ที่นี่จะงดมื้อเย็นกันทุกคน แต่พวกเราอนุญาตให้ทานมื้อเย็นได้เพราะยังไม่เคยชิน ยกเว้นแต่วันไหนตรงกับวันพระ ก็จะงดทานมื้อเย็นกันทุกคนเพื่อรักษาอุโบสถศีล

   บ่ายโมงตรงก็มารวมกันที่ศาลาใหญ่ คุณแม่ใหญ่ท่านเริ่มปฐมนิเทศ อธิบายข้อปฏิบัติต่างๆประจำวัน ข้อห้ามและการลงโทษผู้ที่ฝ่าฝืนจนเป็นที่เข้าใจกันดีแล้ว แล้วท่านก็บรรยายธรรมเรื่องการบำเพ็ญทศบารมีธรรมของพระพุทธเจ้าให้ฟัง ในตอนหนึ่งที่กล่าวถึงพระมหาชนกที่บำเพ็ญวิริยะบารมี อันนี้แม้แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเราก็ทรงยกย่องเป็นอย่างมากถึงกับทรงพระราชนิพนธ์เป็นหนังสือออกมา ซึ่งแสดงว่าพระองค์ท่านต้องการบอกชาวไทยอันเป็นประสกนิกรของพระองค์ว่า ให้มีวิริยะอุตสาหะ ทำอะไรก็ตามให้พากเพียรพยายามอย่าได้ท้อถอย แม้ยังไม่เห็นความสำเร็จก็อย่าเลิกล้มความเพียรประหนึ่งดังพระมหาชนกที่ว่ายน้ำอยู่ในท่ามกลางคลื่นลมในมหาสมุทรที่มองไม่เห็นฝั่ง แม้จะตายก็ขอให้ตายด้วยความเพียรพยายาม ซึ่งเรื่องนี้นับเป็นอุบายที่ คุณแม่ใหญ่ปลุกเร้าพวกเรา ทำให้รู้สึกมีความกล้าหาญและมุมานะที่จะเผชิญกับการฝึกจิตอย่างไม่ย่อท้อ

   จากนั้นท่านก็สอนวิธีฝึกสมาธิที่เริ่มต้นด้วยการเดินจงกรมพอสมควร แล้วคุณแม่ท่านอื่นๆก็เข้ามาแยกพวกเราเป็นกลุ่มๆ แล้วท่านก็สอนวิธีกำหนดจิตในการเดินจงกรมและควบคุมให้ปฏิบัติกันทุกคน กว่าพวกเราจะเดินได้ถูกวิธีก็ทำเอาคุณแม่แต่ละท่านเหนื่อยไปตามๆกัน

   เวลา ๖ โมงเย็นเป็นเวลารับประทานอาหารมื้อสุดท้ายของวัน แล้วก็จะแยกย้ายกันไปทำกิจส่วนตัว ส่วนใหญ่ก็จะอาบน้ำบ้าง ซักผ้าบ้าง ตามอัธยาศัย จนกระทั่ง ๒ ทุ่ม ก็จะมารวมตัวกันที่ศาลาใหญ่อีก เพื่อฟังธรรมซึ่งคุณแม่ใหญ่กับคุณแม่รอง ก็จะผลัดเปลี่ยนกันขึ้นบรรยาย ซึงจะให้พวกเราได้ซักถามข้อสงสัยต่างๆอีกด้วย ประมาณ ๓ ทุ่มก็เข้าสู่ที่นอน เพราะว่าหนูอยู่บ้านเคยนอนบนเตียงนุ่มๆมีหมอนข้างไว้กอดจนเคยชิน แต่ที่นี่ต้องนอนบนเสื่อและไม่มีหมอนข้าง หนูจึงไม่สามารถจะนอนหลับได้ รู้สึกอึดอัดอย่างมาก และแล้วหนูก็คิดถึงที่นอนที่บ้านมากขึ้นเรื่อยๆ ความรู้สึกไม่พอใจในที่นอนเริ่มปรากฏขึ้นและมากขึ้น โอ้..คืนแรกก็ทำให้หนูทนไม่ได้แล้วหรือ.....หนูพยายามข่มใจให้สงบลง ทันใดก็นึกถึงคำพูดของคุณแม่ใหญ่เมื่อตอนกลางวันเรื่องพระมหาชนกที่บำเพ็ญวิริยะบารมีที่ว่า แม้จะต้องตายก็ขอตายด้วยความเพียรพยายาม แล้วใจหนูก็สงบลงทันทีจนกระทั่งหลับไป

   

วันที่ ๒ ตื่นตั้งแต่ตีสี่

   ในท่ามกลางความเงียบและเย็นสบายของอากาศบนเขาอันบริสุทธิ์ ทุกคนกำลังเอิบอิ่มกับการหลับอย่างเต็มที่อยู่นั้น พลันแสงสว่างของดวงไฟในห้องก็ถูกเปิดขึ้นทั่วทุกดวง คุณแม่นั่นเองเดินเข้ามาปลุกคนที่ตอนหน้าให้ตื่นขึ้น แล้วทำหน้าที่ปลุกคนลำดับต่อๆไปจนตื่นครบหมดทุกคน พวกเราไปล้างหน้าล้างตาแล้วไปรวมกันที่ศาลาใหญ่ คุณแม่ใหญ่รออยู่ก่อนแล้ว พอทุกคนเข้าที่แล้วท่านก็เตือนสติพวกเราว่า ความง่วงเหงาหาวนอนนี้เป็นนิวรณ์อย่างหนึ่งซึ่งขัดขวางต่อการทำสมาธิ และวิธีแก้นิวรณ์อันนี้ พระอริยะสาวกคือท่านพระสารีบุตรสอนว่า ให้ใช้อาโลกสัญญา หมายถึงการกำหนดความสว่าง แล้วท่านก็สอนให้พวกเราฝึกปฏิบัติโดยนั่งสมาธิแล้วนึกถึงความสว่างขึ้นภายใน หนูลองปฏิบัติดูทันที หลับตานึกถึงความสว่าง ไม่นานความง่วงก็เริ่มหายไป นั่งสมาธิกันสักพักใหญ่ คุณแม่ใหญ่ก็เริ่มนำสวดมนต์ทำวัตรเช้า จากนั้นท่านก็บรรยายธรรมเรื่องนิวรณ์ทั้ง ๕ ข้อและอุบายสำหรับแก้นิวรณ์แต่ละข้อ และสอนว่าเราเป็นชาวพุทธต้องมีความเชื่อ ๔ อย่างนี้คือ

   ๑.เชื่อกรรม ๒.เชื่อวิบากของกรรม ๓.เชื่อว่าสัตว์มีกรรมเป็นของตน ๔.เชื่อในความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า

   แล้วความเชื่อ ๔ อย่างนี้จะทำให้ฝึกสมาธิได้ผลเร็ว จากนั้นท่านอธิบายการเจริญ อานาปานสติ พอสมควรแล้วก็ให้ฝึกปฏิบัติ

   ๗ โมงเช้า ก็ได้เวลาพักรับประทานอาหาร ๑ ชั่วโมง เสร็จเรียบร้อยแล้วก็จะแบ่งกลุ่มกันเดินจงกรมโดยมีคุณแม่เดินนำ เพื่อเป็นการช่วยย่อยอาหารไปในตัว สลับกับการนั่งสมาธิกำหนดลมหายใจ และนี่ก็คือข้อวัตรปฏิบัติประจำวันของสำนักแห่งนี้

   ในการบรรยายภาคกลางคืนของวันนี้ คุณแม่รองได้สอนให้พิจารณาเนืองๆ ในสิ่งเหล่านี้

   เรามีความแก่เป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความแก่ไปได้

   เรามีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความเจ็บไข้ไปได้

   เรามีความตายเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความตายไปได้

   เราจะต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจทั้งสิ้น

   เรามีกรรมเป็นของตน เป็นทายาทแห่งกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด

   มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่ง

   จักทำกรรมใดดีก็ตาม ชั่วก็ตาม เราจะเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น

   และสอนแผ่เมตตา เพราะเมตตามีอานิสงค์ช่วยให้จิตเป็นสมาธิได้เร็ว ในคืนนี้ก่อนนอนหนูก็ตั้งจิตแผ่เมตตา แล้วก็กำหนดลมหายใจตลอดเวลาจนหลับไป ผลปรากฏว่า ถึงเวลาตีสี่ หนูก็รู้สึกตัวตื่นขึ้นเองอย่างอัตโนมัติโดยไม่ต้องให้ใครมาปลุก

   

วันที่ ๓ นิมิตปรากฏ

   เมื่อสวดมนต์ทำวัตรเช้าแล้ว นั่งสมาธิกำหนดลมหายใจ ในวันนี้จืตเกาะติดกับลมหายใจเข้าออกอย่างแนบแน่น ไม่มีความคิดฟุ้งซ่านใดๆนอกจากลมหายใจอย่างเดียว และรู้สึกถึงลมหายใจค่อยๆละเอียดขึ้นๆ จนแผ่วเบาแล้วหายไป บังเกิดแสงสว่างอย่างยิ่งไม่เคยเป็นมาก่อน หนูสงบอยู่ในภวังค์อย่างมีสุข และเมื่อจิตคลายออกมาแล้ว ก็รู้สึกถึงพลังจิตที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก คือสามารถบังคับใจตนเองได้มากขึ้นและง่ายขึ้น บังคับความอยากและไม่อยากของตัวเองได้ดี

   

วันที่ ๔ นิมิตปรากฏ

   วันนี้ครงกับวันพระขึ้น ๑๕ ค่ำ จึงงดอาหารเย็น หลังเที่ยงไปแล้วที่นี่จึงสงบเงียบมากเป็นพิเศษ บรรยากาศจึงช่วยให้นั่งสมาธิได้ดีกว่าวันธรรมดา ในความเงียบนี้เองสมาธิหนูก็ดิ่งลงๆและนิ่งอยู่เป็นเวลานานจนพอใจ แล้วจิตก็ถอนออกมา พลันปรากฏนิมิตเป็นดวงกลมสว่างเหมือนดวงจันทร์เต็มดวงกลางเวหา หนูได้ชื่นชมกับความสว่างนวลตาได้ไม่นาน นิมิตนั้นก็หายไป ปรากฏเป็นลมหายใจกลับมาให้รู้สึกอีก หนูจึงกำหนดลมหายใจเข้าออกให้กลับละเอียดไปใหม่ จนกระทั่งนิมิตกลับมาปรากฏขึ้นอีก คราวนี้หนูก็ไม่ไปชื่นชมกับความสว่างของนิมิต นิมิตก็พลันขยายใหญ่ขึ้นๆจนใหญ่เท่ากับล้อเกวียน หนูก็ลองเพ่งไปที่จุดศูนย์กลางของนิมิตดู สักพักก็ปรากฏภาพเห็นคุณแม่ของหนูกำลังคุยกับคุณพ่อที่บ้านว่าจะซื้อ.........ให้หนู หนูดีใจตื่นเต้นมาก พลันนิมิตก็หายวับไปพร้อมกับจิตก็ถอนออกมา มันเป็นปรากฏการณ์ครั้งแรกของหนูและหนูก็ดีใจมาก

   

วันที่ ๕ เริ่มเดาใจคนคนได้

   วันนี้ระหว่างทานอาหาร หนูสังเกตเห็นเพื่อนคนหนึ่งใจลอยๆ ก็ลองกำหนดจิตไปที่ความคิดของเขา ก็ปรากฏเห็นภาพน่องไก่อยู่ในความคิด หนูจึงแกล้งพูดกับเพื่อนคนนั้นว่า คิดถึงน่องไก่สิเธอ เพื่อนหนูก็บอกว่าใช่ กำลังนึกถึงน่องไก่เพราะไม่ได้ทานมาหลายวัน

   บ่ายวันนั้นขณะที่หนูกำลังนั่งพักอยู่ในโรงครัว หนูเห็นคุณแม่ใหญ่กำลังเดินมาทางนี้ หนูลองกำหนดจิตดูว่าท่านต้องการอะไร สักพักหนึ่งก็รู้สึกว่าท่านมาหาเข็มกับด้าย หนูอยากทดสอบดูว่าจริงไหม จึงเดินไปหยิบเข็มกับด้ายมารอที่ประตูทางเข้า พอคุณแม่ใหญ่มาถึงก็ยื่นให้ท่าน ท่านมองหน้าหนูสักพักแล้วพูดว่า เธอปฏิบัติได้เก่งมากทีเดียว แล้วคุณแม่ใหญ่ก็บอกให้หนูกำหนดจิตดูในค่ำนี้ตอนที่ท่านเทศน์

   และในค่ำวันนั้น หนูก็ทำตามโดยนั่งสมาธิกำหนดดู เห็นภาพดวงสว่างจำนวนมากลอบมาในอากาศ พอมาใกล้ก็กลายเป็นร่างคนแต่เลือนรางมาก หนูพยายามทำให้ภาพแจ่มชัดกว่านี้ไม่ได้ ทันใดนั้นก็มีแสงสว่างนวลตามาจากทางคุณแม่ใหญ่ ทำให้เห็นภาพได้แจ่มชัดขึ้นทันที ร่างเหล่านั้นคือเหล่าเทพเทวดานั่นเอง มาเป็นจำนวนมากมายนับพันองค์ แต่แปลกมากตรงที่เหล่าเทพเทวดานั่งเรียงซ้อนเหลื่อมกันได้ เหมือนภาพซ้อนกันไปหลายๆภาพ จึงทำให้เนื้อที่เล็กๆสามารถบรรจุเทวดาได้เป็นพันองค์ หรือว่าแบบนี้เองที่เรียกว่ากายทิพย์ และที่หนูได้เห็นภาพชัดเจนนี้เพราะด้วยความเมตตาของคุณแม่ใหญ่แผ่แสงสว่างมาให้นั่นเอง

   คืนนี้คุณแม่ใหญ่เทศน์เรื่องจิตว่าง จิตของคนเราปกติจะมีกิเลสเข้ามาติดพันอยู่ตลอดเสมอๆ กิเลสเข้ามาบังคับให้เราอยากโน่นอยากนี่ ก็ทำให้เราโกรธ เกลียด โลภ หลง นัวเนียหัวใจยุ่งไปหมด แต่เมื่อมันเข้ามาแล้ว เราต้องมีสติคอยกวาดมันออกไป ให้จิตมันว่าง เหมือนกวาดขี้ฝุ่นออกจากบ้าน ความหมายของจิตว่างคือว่างจากกิเลส ไม่ใช่ว่างๆเหวอๆไม่รู้เรื่องรู้ราว ขับรถไปก็ว่าง ไม่รู้ขับไปไหน ไม่ระวังอะไร นั่นมันว่างโบ๋เบ๋ ไม่มีสติ หรือ ปัญญาอ่อน

   จิตจะว่างได้ต้องมีสติรู้ให้ทันอารมณ์ที่มากระทบทางทวารทั้ง ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อย่าให้ไปหลงไหลเพลิดเพลิน กับอะไรที่เห็นสวยๆงามๆ เสียงที่ไพเราะๆ กลิ่นหอมๆ สัมผัสนุ่มๆ และความคิดที่เตลิดเปิดเปิง เช่นคิดว่าคนนั้นคนนี้จะชอบเราไหม จะชังเราไหม ฯลฯ จนได้เวลาอันสมควรแล้ว เหล่าเทวดาก็อำลากลับเป็นแถวเป็นลำดับสวยงามมาก ส่วนพวกหนูก็แยกย้ายกันกลับที่พัก

   เข้านอนคืนนี้หนูรู้สึกเพลีย จึงทำเพียงแผ่เมตตาแล้วก็ล้มตัวลงนอน แต่เพื่อนหนูคือ วราภรณ์ และกาญจนา ยังไม่หลับ ยังคงมุ่งมั่นนั่งสมาธิอย่างไม่ย่อท้อ ท่าทางสงบนิ่งอย่างแปลกประหลาด และในกลางดึกอันเงียบสงัดคืนนี้ หนูก็ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นด้วยเสียงของคุณแม่ใหญ่ส่งมาทางกระแสจิต หนูลืมตาลุกขึ้น เห็นเพื่อนหนูทั้งสองคนยังคงนั่งนิ่งสงบอย่างแน่วแน่

   “นั่งสมาธิเร็ว”เสียงคุณแม่ใหญ่กระซิบมาในความรู้สึก หนูจึงเริ่มนั่งขัดสมาธิกำหนดลมหายใจให้ละเอียดสักครู่ พอดิ่งสู่สมาธิแล้วภาพคุณแม่ใหญ่ก็ค่อยๆปรากฏขึ้น และที่ยืนข้างๆคุณแม่ใหญ่ก็คือเพื่อนหนูสองคนนั่นเอง

   “วราภรณ์ และ กาญจนา ทั้งสองคนเข้าสมาธิมาหาแม่ อยากให้แม่พาไปเที่ยวชมสวรรค์ แม่เลยมาชวนเธอไปด้วยเสียทีเดียว ดีไหม”

   หนูรีบตอบรับในทันที คุณแม่ใหญก็ให้พวกเราจับมือท่านไว้แล้วให้หลับตา สักครู่หนูรู้สึกว่าล่องลอยขึ้นไปบนอากาศมีลมปะทะใบหน้าวูบหนึ่ง คุณแม่ใหญ่บอกให้ลืมตาขึ้น ภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้านั้นเป็นความงดงามสว่างไสวด้วยแสงที่นวลตาวิจิตเหนือคำบรรยาย เห็นทิพย์วิมานที่สวยงามเป็นแก้วผลึกที่ทอประกายแสงสีต่างๆงดงามกับหลังคากระเบื้องแก้วฉาบทาด้วยทองคำสุกปลั่งยิ่งกว่าในมนุษย์โลก ทิพย์วิมานเหล่านั้นตั้งอยู่กลางอากาศล้อมรอบด้วยสวนดอกไม้ที่มีดอกใหญ่มากๆส่งกลิ่นหอมเย็นสบายที่ไม่มีในโลก เทพบุตรและเทพธิดาที่งดงามและรุ่งเรืองด้วยแสงรัศมีที่เปล่งออกมาจากกายมีใบหน้าที่ยิ้มแย้ม พากันหยอกล้อเล่นกันอยู่ในสวนดอกไม้อย่างมีความสุข ช่างเป็นดินแดนที่สวยงามและแสนรื่นรมย์จริงๆ คุณแม่ใหญ่บอกว่าที่นี่เป็นสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ที่เป็นสวรรค์ชั้นที่สอง

   สวรรค์ชั้นนี้เป็นชั้นที่ชาวมนุษย์ที่มีกำลังฌานนิยมขึ้นมามากที่สุด เพราะขึ้นมาง่ายและยังเป็นที่ตั้งของพระเจดีย์ที่สำคัญแห่งหนึ่งด้วย จุดแรกที่คุณแม่ใหญ่พาพวกเราไปก็คือบ่อน้ำสำหรับชำระเท้า คุณแม่ใหญ่บอกว่าเราจะขึ้นเรือนใครก็ควรจะชำระล้างเท้าให้สะอาดก่อน เพื่อเป็นการแสดงมารยาทอันดีแม้ขึ้นมาบนสวรรค์ก็ควรทำเช่นเดียวกัน ทางไปเป็นทางลาดลงที่ปูด้วยผลึกแก้วขาวใสมีบ่อน้ำที่ใสสะอาดสะท้อนแสงเป็นสีเงินระยิบระยับ เมื่อวางเท้าลงในน้ำแล้วทีแรกจะรู้สึกอุ่นๆที่เท้าสักครู่แล้วก็กลับเย็นสบายอย่างบอกไม่ถูก เมื่อขึ้นจากบ่อน้ำนั้นแล้วก็เห็นเหล่านางฟ้าถือพานทองลอยผ่านเราไปเป็นหมู่ คุณแม่ใหญ่ก็ให้จับมือท่านแล้วคณะของเราก็ลอยตามหมู่นางฟ้านั้นไป ได้ชมภูมิทัศน์บนสวรรค์ ที่ประกอบไปด้วยสวนพรรณไม้และสวนดอกไม้สลับกับสระน้ำที่ใสสะอาดทอแสงสีเงินระยิบระยับ และแล้วก็พากันมาหยุดที่สระน้ำแห่งหนึ่งที่มีดอกบัวสีทองดอกใหญ่ๆอยู่มากมาย นางฟ้าเหล่านั้นก็พากันเก็บดอกบัวสีทองขึ้นมาแล้วบรรจงจัดเรียงใส่ในพานของเธอดูสวยงามมาก

    และแล้วก็มีนางฟ้าองค์หนึ่งเดินมาทางพวกเรา เธอยิ้มแล้วเธอถือพานทองอยู่ในมือ พลันเธอก็หยิบพานทองอีกใบออกมาจากใบเดิมที่ถืออยู่ได้เหมือนแสดงวิทยากล ไม่ใช่ใบเดียวเท่านั้นแต่เธอหยิบออกมาได้เรื่อยๆจนแจกพวกเราได้ครบทุกคน หนูตะลึงกับความมหัศจรรย์ที่เห็นต่อหน้า พานใบเดียวกลายเป็น ๕ ใบได้เหมือนเนรมิต คณะของเราจึงเก็บดอกบัวทองมาเรียงประดับในพานด้วย แล้วก็ลอยละลิ่วตามพวกเธอไป ไม่นานก็ถึงเจดีย์ใหญ่องค์หนึ่ง คุณแม่ใหญ่บอกว่าคือ เจดีย์เกศแก้วจุฬามณี ที่บรรจุพระเมาลีของพระพุทธเจ้า

   บรรดาเหล่านางฟ้าก็พากันเวียนรอบเจดีย์สามรอบ พวกเราก็ทำตามอย่าง เมื่อนำพานไปวางถวายเป็นพุทธบูชาแล้ว พี่นางฟ้าองค์นั้นก็เข้ามาทักทาย เมื่อเธอทราบจุดประสงค์ของพวกเราแล้ว เธอก็อาสาเป็นผู้นำเที่ยวให้ เธอพาพวกเราลอยขึ้นไปทางทิศเหนือของเจดีย์ ก็มาเจอสวนอุทยานขนาดใหญ่ที่น่ารื่นรมย์ เธอบอกว่านี่คือสวนมหาวัน ในสวนนี้มีต้นไม้ใหญ่ที่ชื่อว่าต้นปาริชาต อันเป็นต้นไม้ประจำสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ถัดจากต้นปาริชาตไปไม่ไกลมีศาลาหลังใหญ่หลังคาสีทอง ชื่อสุธัมมา ใช้เป็นที่ชุมนุมหรือ เทวสภา นั่นเอง และในวันอุโบสถจะมีการแสดงธรรมที่ศาลานี้

   ในสวรรค็ดาวดึงส์นี้มีสวนอุทยานที่สวยที่สุดคือ สวนจิตรลดาวัน อยู่ทางเบื้องตะวันตก ส่วนสระโบกขรณีที่งดงามที่สุด คือ สระนันทา ในสวน นันทนวัน อยู่เบื้องทิศบูรพา แล้วเธอก็พาพวกเราไปชมสถานที่สวยงามที่สุดของดาวดึงส์ทั้งสองที่ด้วย พวกเราเที่ยวชมจนลืมเวลานาที คุณแม่ใหญ่ต้องเตือนว่าถึงเวลากลับแล้ว พวกเราจึงอำลาพี่นางฟ้าที่ใจดีและสวรรค์ดาวดึงส์อันวิจิตรตระการตากลับคืนสู่โลกมนุษย์

   

วันที่ ๖ ดูบุพกรรม

   เช้านี้หลังจากทานข้าวเสร็จ พวกหนู ๓ คนก็ใจตรงกันโดยมิต้องนัดหมาย คือ เรา ๓ คนเดินตรงดิ่งไปที่กุฏิของคุณแม่ใหญ่นั่นแหละ เราเข้าไปกราบคุณแม่ใหญ่แล้วเพื่อนหนู วราภรณ์ ก็อยากรู้เรื่องในอดีตชาติ คุณแม่ใหญ่บอกว่า คนที่มาอยู่ร่วมกันได้จะต้องมีกรรมสัมพันธ์กันมาก่อน ท่านเลยสั่งให้พวกเรา ๓ คน ย้ายมาพักที่กุฏิท่านตั้งแต่วันนั้น

   ในตอนกลางคืนพวกหนูก็เข้าสมาธิกันโดยมีคุณแม่ใหญ่กำกับ แล้วในคืนนี้ คุณแม่ใหญ่ก็พาเราไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง ดูเหมือนเป็นสวนเงาะ เมื่อคณะของเราก้าวเข้าไปในบ้านของเจ้าของสวนนั้น พลันพ่อบ้านก็พูดกับแม่บ้านว่า “ได้กลิ่นหอมเหมือนควันธูปลอยเข้ามาในบ้าน” ดังนั้นคนในบ้านทั้งหมดก็ทำจมูกเหมือนสูดดมกลิ่นหอมๆ พวกหนูก็แอบขำและอมยิ้มกันทุกคน ห้องโถงใหญ่กลางบ้านมีคนอยู่ ๕ คน คือ พ่อ แม่ ลูกชายและลูกสะใภ้ และเด็กอีกหนึ่งคน

   คุณแม่ใหญ่บอกว่าที่พามาที่นี่คืนนี้เพื่อจะอธิบายถึงผลกรรมของคนในครอบครัวนี้ เพื่อชี้ให้เห็นว่าคนที่เกิดมาเป็นครอบครัวเดียวกันนั้นจะต้องมีกรรมที่สัมพันธ์กันมาก่อน อย่างเช่น ตา-ยาย คู่นี้ เมื่อชาติก่อนได้ช่วยกันทำงานในวัดวาอารามแห่งเดียวกัน ช่วยเหลือเป็นอาสาสมัครในงานบุญประจำปีบ้าง งานทอดกฐินบ้าง งานแห่ผ้า”ตรบ้างแล้วแต่จะมีงานในวัด ตลอดจนช่วยแก้ปัญหาทุกข์ร้อนให้คนที่เข้ามาในวัดบ้าง ซึ่งเป็นการสะสมบุญ เมื่อมาเกิดในชาตินี้จึงมีกรรมสัมพันธ์ได้แต่งงานกัน มีศรัทธาเสมอกัน และมีอุปนิสัยคล้ายคลึงกัน ส่วนลูกชายและลูกสะใภ้และหลาน ก็ล้วนมีกรรมสัมพันธ์กันจากชาติก่อนเคยไปทำบุญที่วัดแห่งเดียวกันนั่นเอง เพราะเห็นว่าผู้เฒ่าทั้งสองคนอุทิศตนคอยรับใช้ชาวบ้าน ทำให้ทั้งสองคนเกิดศรัทธาเลื่อมใส จึงมักใช้เวลาว่างในวันหยุดนัดกันมาช่วยผู้เฒ่าทั้งสอง คอยปัดกวาดบริเวณศาลา โรงครัว ฯลฯ

    เมื่อเกิดมาในชาตินี้จึงเกิดมาเป็นครอบครัวเดียวกัน มีใจพร้อมเพรียงกันในธรรม ชอบเข้าวัดฟังธรรม ปฏิบัติธรรมกันอยู่เสมอ บางครั้งลูกไม่สบาย สามีก็ดูแลลูก เตือนให้ภรรยไปฟังธรรม บางครั้งภรรยาดูแล เตือนให้สามีไปปฏิบัติธรรม เมื่อแต่ละคนกลับบ้านก็จะนำสิ่งที่ได้เห็นได้ฟังมาเล่าสู่กันฟัง เพื่อเพิ่มพูนปัญญาในทางธรรม ดังนั้นครอบครัวนี้จึงเต็มไปด้วยความปรองดอง ทั้งหมดนี้นับว่าเป็นเพราะผลบุญที่ทำไว้แต่ชาติปางก่อน

   ดังนั้นมนุษย์ทั้งหลายที่บำเพ็ญธรรมแล้ว พบกับชะตากรรมร้าย ก็ไม่ควรท้อถอยเป็นอันขาด หากว่าไม่ได้เกิดมาในสภาพที่ดีงามเช่นนี้ ซึ่งบ่งบอกถึงกรรมสัมพันธ์ที่ตนได้ปลูกฝังหน่อเอาไว้เมื่อชาติก่อนว่าทำไว้ไม่ดี แต่ถ้าจิตใจเรายังยึดมั่นในธรรมแล้วก็นับว่ายังเป็นผู้มีรากธรรมที่ดี ยอมทนลำบากเพียงชาติเดียวแลกกับความสุขในชาติต่อๆไปดีกว่า คนอื่นเขาไม่บำเพ็ญก็ช่างเขา หากเราไม่บำเพ็ญตามคนอื่นก็เท่ากับถูกชักนำไปทางเสีย ถึงแม้จะมีรากธรรมที่ดีมาก่อน ก็ถูกชะล้างมลายไป เป็นที่น่าเสียดายยิ่ง “เพราะเพียงพลาดพลั้งจากรากธรรม จะกลับคืนนั้นแสนยากนักหนา” ดังนั้น หากภาระในครอบครัวมาก ไม่อาจเจริญธรรมได้พร้อมกัน หากฝ่ายหนึ่งสนับสนุนอีกฝ่ายหนึ่งให้เจริญธรรม ผู้สนันสนุนก็ได้ชื่อว่าเป็น “ผู้เกื้อกูลธรรม”ก็ได้รับอานิสงค์ผลบุญเช่นกัน

   

ความในใจของเทพารักษ์

   คุณแม่ใหญ่พาพวกเราเดินทางต่อ ผ่านไปยังศาลเทพารักษ์แห่งหนึ่ง หนูเห็นท่านเทพารักษ์กำลังนั่งทอดถอนใจเหมือนมีทุกข์หนักอยู่ หนูจึงชี้ให้คุณแม่ใหญ่ดู คณะของเราจึงเข้าไปสนทนากับท่าน เทพารักษ์ท่านบอกว่า คนที่มาบนบานที่นี้มักบ่นว่า เป็นคนลำบาก ครอบครัวทะเลาะเบาะแว้งบ้าง ลูกเต้าไม่เอาไหนบ้าง หากินฝืดเคืองบ้าง พวกเขาไม่รู้หรอกว่า “เป็นเทพารักษ์นี่ยิ่งลำบากใหญ่” ก็พวกที่ขายน้ำแข็งก็อ้อนวอนให้ดวงอาทิตย์แผดกล้า ชาวนาก็ร้องขอให้ฝนตก นายแพทย์ก็อยากให้คนป่วยเต็มคลินิก ผู้ป่วยก็อ้อนวอนให้หายไข้โดยเร็ว ทุกผู้ทุกนามต่างอ้อนวอนตามแต่ใจตน แล้วผู้ที่ถูกอ้อนวอนก็ไม่รู้จะทำอย่างไร จะให้ฝนตกดีหรือแดดออกดี จะให้มีคนป่วยมากๆดีหรือไม่มีเลยดี หากช่วยให้ฝ่ายหนึ่งสมหวัง อีกฝ่ายหนึ่งย่อมต้องผิดหวัง อย่างเช่นเมื่อวันก่อนมีคนมาอ้อนวอนให้สอบเข้าทำงานในบริษัทแห่งเดียวกันถึง ๑๐ ราย แต่บริษัทนั้นรับเพียง ๒ ตำแหน่งเท่านั้นเอง

   ความจริงความทุกข์ทุกอย่างล้วนมาจากกรรมที่ตนสร้างเอง ผู้ได้ทำกรรมดีเอาไว้ก็เหมือนมีเงินทุนสะสม เวลาเดือดร้อนก็เอาเงินออกมาใช้จ่ายแก้ไขไปได้ ผู้ที่ไม่มีเงินทุนเมื่อเดือดร้อนแล้วย่อมไปกู้หนี้ยืมสินเขามา ครั้นเมื่อหาเงินมาได้ก็ต้องเอาไปใช้หนี้เขาหมดไม่มีเหลือให้ใช้ ก็เปรียบบางคนที่ทำความดีแล้วไม่เห็นได้ดี ความจริงได้แล้วแหละแต่ว่าต้องใช้หนี้เขาก่อนนั่นเอง ท่านเทพารักษ์ได้ระบายความในใจให้พวกเราฟัง แล้วท่านก็แสดงความยินดีกับพวกหนูกล่าวว่า “พวกหนูมาถูกทางแล้วที่พากันมาปฏิบัติธรรม เพราะการปฏิบัตินี้ได้บุญมาก ขอให้ตั้งใจสะสมไว้เป็นทุนให้มากๆ เมื่อเวลาเดือดร้อนแล้วจะได้นำออกมาใช้แก้ไข โดยไม่ต้องมาอ้อนวอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำความลำบากให้แก่เทพเทพารักษ์ทั้งหลาย” แล้วการสนทนาก็ได้ถูกขัดจังหวะขึ้น หญิงชราคนหนึ่งแต่งกายมอซอเข็นรถเก่าๆมาหยุดที่ข้างๆถังใส่ขยะประจำศาลแห่งนี้ แล้วก็คุ้ยหาเศษขยะที่ยังมีค่า เช่น ขวดน้ำ กระป๋อง กระดาษ ฯลฯ ใส่ในรถเข็น พวกเราดูด้วยความสงสารเห็นใจในชะตากรรมของเธอ พอเธอจากไปแล้ว ท่านเทพารักษ์ก็เล่าบุพกรรมของ หญิงชราที่ต้องมามีอาชีพเก็บขยะไปขายอย่างนี้เพราะ

   ชาติที่แล้วเธอบวชเป็นแม่ชี แต่จิตใจแข็งกระด้างทนความลำบากในเพศบรรชิตไม่ได้ นานวันเข้าจึงฝ่าฝืนวินัยบ่อยๆ จนถึงทะเลาะกับแม่ชีรูปอื่นๆ ในที่สุดเธอหนีออกจากวัดไปตามลำพัง อาศัยเพศแม่ชีที่ยังโกนหัวอยู่ เที่ยวหลอกชาวบ้าน เรี่ยไรเงินทองไปทั่ว เอาไปเสพสุขส่วนตัว ความจริงเธอต้องตกนรกอยู่แล้ว แต่เคราะห์ดีที่ตอนใกล้ตาย เธอหวนคิดถึงสมัยที่บวชชีใหม่ๆอยู่ในวัด จิตในขณะที่ใกล้ตายกลายเป็นกุศลจิต เธอจึงรอดพ้นจากปากนรกมาได้ ได้เกิดเป็นมนุษย์แต่ก็ไม่รอดพ้นจากผลกรรม เมื่อตอนเด็กๆอยู่ เกิดมีไข้ขึ้นสูง ทำให้สมองสับสน เดินออกจากบ้านเร่ร่อนไป ในที่สุดพลัดพรากจากครอบครัว เพื่อเป็นการยังชีพจึงเที่ยวหาเศษอาหารจากกองขยะ พอโตขึ้นก็เที่ยวเก็บเศษของเก่าๆเร่ร่อนไปตามตรอกฅอกซอย เอาไปขายยังชีพ เพราะชาติก่อนเที่ยวเรี่ยไรเขาไปทั่ว ชาตินี้เลยต้องมาใช้กรรม เก็บเศษของเก่าๆแล้วแบกไปเหมือนคบบ้า ธนบัตรที่หลอกเขามาเมื่อชาติก่อนทำให้ต้องเก็บเศษกระดาษขายในชาตินี้ พวกเศษเหล็ก เศษโลหะที่ต้องแบกก็คือเศษเงินเหรียญที่รับบริจาคมา แบกไปแบกมาให้คนอื่นหัวเราะ เป็นการชดใช้หนี้กรรม มีชีวิตอยู่ไปวันต่อวัน

   พวกหนูได้ฟังแล้วรู้สึกกลัวผลกรรมเป็นอย่างมาก ต่อไปนี้ไม่กล้าทำกรรมชั่วที่ไม่ดีอีกเลย แล้วท่านเทพารักษ์ก็นำพวกเรามายังบ้านหลังหนึ่ง เข้าไปภายในบ้าน บรรยากาศอึมครึมไม่เหมือนกับบ้านแรกที่ผ่านมาเลย มีคนนั่งอยู่บนเตียง ปากก็บ่นพึมพำไม่รู้เรื่อง หนูบอกกับเพื่อนว่าเหมือนคนเป็นโรคประสาทเลย ท่านเทพารักษ์บอกว่า

   “ใช่แล้ว” เด็กหนุ่มคนนี้เป็นโรคประสาทไม่ค่อยเต็ม อาการกำเริบขึ้นมาก็จะด่าว่าทุบตีพ่อแม่ ทำให้ผู้เป็นพ่อแม่ได้รับความลำบาก แต่ก็ต้องยอมรับชะตากรรม คอยเลี้ยงดูด้วยความอดทน ไม่เพียงแต่ตัวเองได้รับความลำบาก เพื่อนบ้านก็ได้รับความลำบากไปด้วย หนูจึงถามสาเหตุของกรรมนั้น ท่านเทพารักษ์เริ่มเล่าให้ฟังว่า

    เด็กชายคนนี้ชาติก่อนเป็นสางใช้ของเศรษฐี สามีภรรยาคู่นี้คือเจ้านายของเธอ เนื่องจากมีเงินและอำนาจ จึงกระทำต่อคนใช้เยี่ยงทาส หากมีความผิดก็ด่าว่าทุบตีโดยไม่ปราณี สาวใช้คนนี้เมื่อได้รับโทษก็เจ็บแค้น สาบานว่า “ชาติหน้าได้เกิดมา จะต้องล้างแค้นให้ได้” หลังจากสามีภรรยาคู่นี้ตายไปแล้ว ไม่ได้สร้างสมบุญเพิ่มเติม บุญเก่าเลยหมด เกิดมาใหม่จึงมีฐานะยากจน แล้วได้มาแต่งงานกันอีก แต่ทั้งคู่ร่างกายอ่อนแอมีโรคมาก ทำงานเลี้ยงชีพด้วยความยากลำบาก จึงไม่มีลูก จึงเที่ยวบนบานอ้อนวอนขอลูกตามสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ประจวบกับสาวใช้คนนั้นตายลงไป ต้องมาเกิดใหม่

   ดังนั้นแล้วดาวอสูรร้ายจึงเข้าสู่ครรภ์ของเจ้านายเก่า กำเนิดเกิดมาเป็นเด็กผู้ชาย ตอนเยาว์วัยเฉลียวฉลาดเป็นที่รักใคร่ของพ่อกับแม่มาก จนมีอายุย่าง ๑๖ ปี เกิดไปรักชอบพอกับหญิงสาวคนหนึ่งซึ่งมีฐานะดี พ่อแม่ของฝ่ายหญิงจึงกีดกันทุกวิถีทาง สุดท้ายก็หาคู่ครองให้และจัดพิธีวิวาห์ให้ลูกสาวไปเลยเพื่อตัดปัญหา เด็กหนุ่มคนนี้จึงเสียใจ และคิดมาก ในคืนหนึ่งก็ร้องตะโกนอย่างสุดเสียง ขว้างปาสิ่งของ ต่อจากนั้นก็เป็นโรคประสาทเที่ยวไล่ตีชาวบ้านไปทั่วแม้แต่พ่อแม่ของตนเอง พ่อแม่เคยพาไปรักษายังโรงพยาบาลโรคจิตแล้วก็พอจะดีขึ้นบ้าง แต่ไม่หายขาด เหตุที่ในวัยเด็กเป็นที่รักของพ่อแม่เพราะชาติก่อนทำงานรับใช้เจ้านายเป็นอันดี แต่บุญคุณสิ้นสุดลงในคืนนั้น ความเจ็บแค้นในอดีตกลับมาระเบิดขึ้น จึงมีอาการผิดปกติตราบเท่าทุกวันนี้

   “แต่ทำไมเพื่อนบ้านต้องมาพลอยรับกรรมไปด้วยคะ” หนูสงสัย ท่านเทพารักษ์อธิบายต่อ

   เพื่อนบ้านเหล่านี้เป็นเพื่อนรักของเขาในอดีตชาติ มักมากินดื่มเป็นประจำ เมื่อเห็นคนใช้ถูกทุบตีทารุณ กลับไม่รู้สึกสงสารเห็นใจ พากันปรบมือส่งเสริมยินดี ดังนั้นชาตินี้ มาอาศัยอยู่เป็นเพื่อนบ้านกันเพื่อรับโทษกรรมนั่นแหละ

   “น่าอัศจรรย์มาก เรื่องของผลกรรมนี่สลับซับซ้อน แต่เต็มไปด้วยเหตุผลจริงๆ” หนูอุทานขึ้นมา คณะของเราขอบคุณท่านเทพารักษ์แล้วก็พากันกลับ

 

ปิดหน้านี้