ครั้นได้เวลาพลบค่ำ สรรพสิทธิ์ก็ชวนพี่เลี้ยงคนสนิท ซึ่งไปไหนไปด้วยกันตั้งแต่เป็นเด็กเล็ก ๆ เข้าไป ณ ปราสาทพระธิดา สรรพสิทธิ์ร่ายมนต์ถอดหัวใจพี่เลี้ยงใส่ไว้กับพระตูพระทวารห้องที่ประทับของนางสวรรณเกสร
ครั้งได้เวลายามต้น เจ้าสรรพสิทธิ์ก็พูดกับประตูพระทวารว่า ประตูเอ๋ย ข้ารับอาสาพระราชามาพูดกับพระธิดา แต่รออยู่ช้านานนางก็ยังไม่ออกมาเจรจาด้วย เรามาสนทนากันก่อนเป็นไร พี่ประตูมีเรื่องอะไร เล่าสู่กันฟังบ้างเถิด
ประตูก็ตอบว่า ข้าเป็นเพียงประตู ให้เขาเปิดเข้าเปิดออก บทกลอนอันใดก็ไม่รู้ จนใจจริง ๆ ไม่รู้จะเล่าอะไรให้ท่านฟัง
นางสุวรรณเกสร ประทับอยู่ในห้องได้ยินเสียงประตูพูดได้ ก็นึกพิศวงใจยิ่งนัก เกิดอยากรู้เรื่องต่อไป จึงแอบนั่งฟังอยู่ในม่านก็ได้ยินสรรพสิทธิ์พูดกับประตูว่า เมื่อพี่ประตูไม่มีอะไรจะเล่า ข้าก็จะเล่านิทานให้ฟังสักเรื่อง ฟังให้ดีนะ
นิทานเจ้าสรรพสิทธิ์ ยังมีชายสี่คนเป็นเกลอรักใคร่กัน คนหนึ่งมีวิชายิงธนู คนหนึ่งรู้ประดาน้ำ คนหนึ่งรู้วิชาชุบคนตายให้ฟื้นคืนชีวิต คนหนึ่งเก่งทางหมอดู วันหนึ่งสี่เกลอชวนกันไปเที่ยว ไปนั่งพักร้อนอยู่ที่ชายหาดแห่งหนึ่ง เกลอคนหนึ่งเอ่ยขึ้นว่า วันนี้เราจะมีลาภบ้างหรือไม่
เกลอผู้เชี่ยวชาญทางหมอดูจับยามดูฤกษ์ผานาทีแล้วก็ว่า วันนี้จะมีลาภใหญ่ นกอินทรีใหญ่จะนำมา พูดยังไม่ทันขาดคำ นกอินทรีตัวใหญ่บินพะเยิบ ๆ ใกล้เข้ามา
มีนารีนางหนึ่งอยู่ในอุ้งเล็บ เกลอผู้ชำนาญธนูก็ยกธนูปล่อยลูกธนูตรงไปที่นก พญานกอินทรีตกใจก็ปล่อยนารีนั้นตกลงในทะเล แล้วบินหนีไป
เกลอที่เก่งประดาน้ำกระโจนว่ายน้ำไปพานางนั้นมาได้ แต่นางนั้นได้สิ้นใจเสียก่อนแล้ว และเกลอคนที่มีวิชาชุบคนตาย ก็รายมนต์ชุบนางให้ฟื้นคืนชีพ ที่นี้เกิดปัญหาว่า เกลอคนใดควรจะได้นางผู้เป็นลาภใหญ่นี้เป็นเจ้าของ
สรรพสิทธิ์ถามประตูว่า เกลอคนใดควรจะได้นาง ประตูซึ่งมีหัวใจของพี่เลี้ยงสิงอยู่ตอบว่า คนที่สมควรได้นางก็คนที่เป็นหมอดูเพราะคนอื่น ๆ ไม่รู้ว่าจะมีนกอินทรีพานางบินมา หมอดูรู้ก่อนจึงควรได้นาง