ข้าแต่พระพนาคเสน สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสคำนี้ไว้ว่า เราเป็นผู้ไม่โกรธเป็นผู้ไม่มีตะปู คือความโกรธแล้ว แต่ภายหลังได้ทรงประณามขับไล่ พระโมคคัลลาน์พระสารีบุตร พร้อมทั้งบริวาร
หรือเพราะความดีพระทัย ขอโปรดแก้ไปให้โยมเข้าใจ
ถ้าทรงขับไล่ด้วยความโกรธ ก็เป็นอันว่า พระตถาคตเจ้า ยังไม่ทรงละความโกรธ ถ้าทรงขับไล่ด้วยความยินดี ก็เป็นอันว่าไม่รู้ แต่ทรงกระทำในเมื่อยังไม่มีเหตุสมควร ปัญหานี้ก็เป็นอุภโตโกฏิ ควรแก้ให้สิ้นสงสัยนะ พระคุณเจ้าข้า
พระนาคเสนชี้แจงว่า
ขอถวายพระพร ข้อที่สมเด็จพระชินวรเจ้าตรัสว่า เราเป็นผู้ไม่มีความโกรธ เป็นผู้ไม่มีตะปู คือความโกรธแล้ว แต่ทรงข้บไล่พระโมคคัลลาน์พระสารีบุตร พร้อมทั้งบริวาร การทรงขับไล่นั้น ไม่ใช่ทรงขับไล่ด้วยความโกรธ
มหาราชะ เหมือนอย่างบุรุษผู้หนึ่งพลาดลัมลงที่พื้นดิน หรือล้มลงที่แผ่นหิน ถูกก้อนกรวด หลักตอ ที่ไม่สม่ำเสมอ ที่มีตมมีโคลนย่อมมีอยู่ อาตมาภาพขอถามว่า แผ่นดินโกรธหรือ จึงทำให้ผู้นั้นพลาดล้ม ?
แผ่นดินไม่ได้โกรธเลย ผู้เป็นเจ้า ความโกรธหรือความเลื่อมใสไม่มีแก่แผ่นดิน แผ่นดินไม่มีความยินดียินร้าย เขาพลาดล้มของเขาเอง
"ข้อนี้ก็ฉันนั้นแหละมหาบพิตร สมเด็จพระพิชิตมารไม่มีความโกรธ ความยินดียินร้ายอันใดเลย แต่พระอัครสาวกทั้งสองนั้นถูกขับไล่เพราะการกระทำผิดของตนต่างหาก
อาตมาภาพขอถามว่า ธรรมดามหาสมุทรย่อมไม่อยู่ร่วมกับซากศพ หรือจอกแหน สาหร่ายเหล่านั้น ขึ้นไปบนฝั่งเสียโดยเร็ว มหาสมุทรนั้นโกรธหรือ จึงได้ทำอย่างนั้น?
ไม่โกรธ ผู้เป็นเจ้า พราะมหาสมุทรไม่รู้สึกยินดียินร้ายอะไร
ข้อนี้อุปมาฉันใด สมเด็จพระจอมไตร ก็ไม่ทรงยินดียินร้ายแต่อย่างใด พระอัครสาวกทั้งสองนั้น ถูกขับไล่เพราะความผิดพลาดของตนเองตางหาก
สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้ามีแต่มุ่ง ประโยชน์สุข ความดี ความงาม ให้แก่สัตว์ทั้งหลายเท่านั้น ได้ทรงขับไล่ด้วยทรงเห็นว่า ภิกษุเหล่านี้พ้นจากความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยอาการอย่างนี้ ขอถวายพระพร
สาธุ...พระนาคเสน โยมขอรับว่า ถูกอย่างพระผู้เป็นเจ้ากล่าวแล้วทุกประการ
ตอนที่ ๒๕
ปัญหาที่ ๔
ถามเรื่องความเป็น
สัพพัญญูของพระพุทธเจ้า
พระเจ้ามิลินท์บรมกษัตริย์ตรัสถามว่า
ข้าแต่พระนาคเสน พระผู้เป็นเจ้ากล่าวว่า พระพุทธเจ้าเป็นพระสัพพัญญู แต่กล่าวไว้อีกว่า
เมื่อพระตถาคตเจ้าได้ทรงขับไล่พระภิกษุสงฆ์ มี พระโมคคัลลาน์พระสาลีบุตร เป็นหัวหน้าไม่ให้เข้ามาเฝ้าแล้วพวกกษัตริย์ศากยราชกับท้าวสหัมบดีพรหม ได้พร้อมกันเข้าไปเฝ้าทูลขอโทษต่อสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยคำอุปมากับพืชและลูกโค
ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า อุปมาทั้งสองข้อที่ทำให้สมเด็จพระบราศาสดาทรงอดโทษนั้น พระตถาคตเจ้าไม่ทรงทราบหรือ ถ้าไม่ทรงทราบจะว่าพระพุทธเจ้าเป็นสัพพัญญูได้อย่างไร
ถ้าทรงทราบ แต่ทรงประประสงค์จะทดลองใจของพระภิกษุสงฆ์เหล่านั้นว่าจะคิดอย่างไร จึงทรงขับไล่ ก็เป็นอันว่า พระตถาคตเจ้าไม่มีพระกรุณา ปัญหานี้ก็เป็นอุภโตโกฏฺ ได้มาถึงพระผู้เป็นเจ้าแล้ว
พระนาคเสนตอบว่า
ขอถวายพระพร พระตถาคตเจ้าเป็นพระสัพพัญญูจริง แต่ว่าทรงอดโทษด้วยอุปมาทั้งสองข้อนั้น คือเทพยดามนุษย์ทั้งหลายย่อมทำให้พระตถาคตเจ้าผู้เป็นเจ้าแห่งธรรม ทรงเลื่อมใสด้วยธรรมที่พระองค์ได้ทรงแสดงไว้แล้ว
ขอถวายพระพร ภารรยาย่อมให้สามีดีใจด้วยทรัพย์ของสามีที่หามาได้เอง คือเมื่อได้เห็นภรรยานำทรัพย์ที่ตนหามาได้นั้นออกมาให้ดูก็ดีใจฉันใด พวกกษัตริย์ศากยราช กับท้าวสหัมบดีพรหม ก็ได้ทำให้พระตถาคตเจ้าทรงชื่นชมยินดี ด้วยธรรมของพระองค์ฉันนั้น
อีกประการหนึ่ง ช่างกัลบกผู้ตกแต่งพระเกศของพระราชา ก็ทำให้พระราชาทรงพอพระทัย ด้วยครื่องประดับของพระราชาเองถึงกับได้รับพระราชทานรางวัลฉันใด
พวกนั้นก็ได้ทำให้พระตถาคตเจ้า ทรงโปรดปรานด้วยธรรมของพระองค์เอง พระตถาคตเจ้าก็ได้ทรงแสดงความหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง ให้พวกนั้นฟังฉันนั้น
อีกอย่างหนึ่ง เปรียบเหมือนสัทธิวิหาริก (ศิษย์) ได้ทำให้พระอุปัชฌาย์ดีใจ ด้วยอาหารที่อุปัชฌาย์บิณฑบาทมาได้เอง คือเมื่ออุปัชฌาย์บิณฑบาทได้อาหารมาวางไว้แล้ว สัทธิหาริก ก็จัดน้อมเข้าไปถวาย อุปัชฌาย์ก็ดีใจฉะนั้น ขอถวายพระพร
สาธุ....พระนาคเสน โยมรับว่าถูกต้องดีแล้ว