ปัญหาที่ ๕
ถามเรื่องไม่มี
ที่อยู่ประจำและไม่มีอาลัย

                 “ข้าแต่พระนาคเสน สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงตรัสไว้ว่า  “การไม่มีที่อยู่ประจำ ไม่มีความอาลัย ในสิ่งใดเป็นความเห็นของมุนี” ดังนี้ แล้วตรัสอีกว่า “บุคคลควรสร้างวิหารให้น่ายินดี ควรให้ภิกษุทั้งหลายผู้เป็นพหูสูตรมาอยู่ในวิหารนั้น” ดังนี้ ปัญหานี้ก็เป็นอุภโตโกฏิ ควรแก้ไขให้สิ้นสงสัย”

    พระนาคเสนตอบว่า

   “ขออถวายพระพร สมเด็จพระชินวรเจ้า ได้ตรัสคำทั้งสองนั้น ไว้อย่างนั้นจริง ๆ คำที่ตรัสว่า “การไม่มีที่อยู่ประจำ ไม่มีความอาลัยในสิ่งใด เป็นความเห็นของมุนีนั้น” เป็นคำที่ตรัสออกไปด้วยทรงเห็นว่า

   สิ่งทั้งสองนั้นสมควรแก่สมณะ เพราะสมณะไม่สมควรมีที่อยู่ประจำ ไม่ควรอาลัยในสิ่งใด ควรทำตนเหมือนกับเนื้อในป่าฉะนั้น

   ข้อที่ตรัสไว้ว่า บุคคลควรสร้างวิหารให้น่ายินดี แล้วให้ภิกษุผู้เป็นพหูสูตรทรงพระไตรปิฏกมาอยู่นั้น ตรัสด้วยทรงเล็งเห็นประโยชน์ ๒ ประการ คือ

    ประการที่ ๑ ทรงเล็งเห็นว่า วิหารทาน การให้ที่อยู่อาศัยเป็นทาน เป็นของที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงสรรเสริญว่าดี พวกสร้างวิหารให้เป็นทาน อาจสำเร็จแก่พระนิพพาน พ้นจากความเกิด   แก่   เจ็บ   ตาย   อันนี้เป็นอานิสงส์ในการสร้างวิหารทานเป็นข้อแรก

    ประการที่ ๒ เมื่อมีวิหารอยู่ก็จักกมีพระภิกษุผู้มีความรู้ มาอาศัยอยู่เป็นอันมาก ใครอยากพบเห็นก็พบเห็นได้ง่าย อันนี้เป็นอานิสงส์ในวิหารข้อที่สอง แต่พระภิกษุไม่ควรมีความอาลัยเกี่ยวข่องในที่อยู่ จึงทรงสอนอย่างนั้น ขอถวายพระพร”

   “ถูกแล้ว พระนาคเสน”

ปัญหาที่ ๖
ถามเรื่องสำรวมท้อง

    ข้าแต่พระนาคเสน สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า “ภิกษุไม่ควรประมาทในอาหารที่ลุกขึ้นยืนรับ ควรเป็นผู้สำรวมท้อง” ดังนี้แล้วตรัสอีกว่า “ดูก่อนอุทายี บางคราวเราตถาคตได้ฉันอาหารเต็มเสมอขอบปากบาตร บางคราวก็ยิ่งกว่านั้น” ดังนี้

   ถ้าทรงสอนให้สำรวมท้อง คำที่ตรัสว่า “บางคราวเสวยเต็มเสมอขอบปากบาตรและยิ่งกว่าก็มีนั้น” ก็ผิดไป ปัญหานี้ก็เป็นอุภโตโกฏิ ควรแก้ไขให้สิ้นสงสัยเช่นกัน”

   พระนาคเสนตอบว่า

   “ขอถวายพระพร คำที่ตรัสไว้ทั้งสองอย่างนั้น เป็นจริงทั้งนั้น ส่วนคำที่ตรัสว่า “ไม่ควรประมาทในอาหารที่ลุกขึ้นยืนรับ ควรเป็นผู้สำรวมท้องนั้น” เป็นถ้อยคำที่ปรากฏทั่วไปของพระอรหันต์ พระปัจเจกพุทธเจ้า พระสัพพัญญูเจ้าทั้งหลาย

   เพราะเหตุว่า ผู้ไม่สำรวมท้องย่อมทำบาปต่าง ๆ ได้ คือทำปาณาติบาตก็มี ทำอทินนาทานก็มี ทำกาเมสุสิจฉาจารก็มี กล่าวมุสาวาทก็มี ดื่มน้ำเมาก็มี ฆ่ามารดาบิดาก็มี ฆ่าพระอรหันต์ก็มี ทำสงฆ์ให้แตกกันก็มี ทำโลหิตุปบาทก็มี พระเทวทัต ทำสงฆ์ให้แตกแยกกัน ไม่ใช่เพราะไม่สำรวมท้องเหรอ...

   สมเด็จพระบรมศาสดาทรงเห็นเหตุการณ์ต่าง ๆ เหล่านี้ จึงได้ทรงสอนให้สำรวมท้อง ผู้สำรวมท้องย่อมล่วงรู้อริจสัจ     ๔ สำเร็จ    สามัญผล     ๔ มีความชำนานในปฏิสัมภิทา     ๔ สมาบัติ     ๘ อภิญญา    ๖ ทรงไว้ซึ่งสมณธรรมทั้งสิ้น

   ลูกนกแขกเต้าเป็นผู้สำรวมท้อง จึงได้ทำให้สวรรค์ชั้นดาวดึงส์หวั่นไหว ทำให้พระอินทร์เสด็จลงมาหาใช่หรือไม่ สมเด็จพระจอมไตรทรงเห็นอานิสงส์ต่าง ๆ อย่างนี้จึงได้สอนให้สำรวมท้อง

   ส่วนข้อที่ตรัสว่า “บางคราวได้เสวยอาหารเสมอขอบปากบาตรก็มี ยิ่งกว่าก็มีนั้น”เป็นคำที่พระตถาคตเจ้าผู้สำเร็จกิจทั้งปวงแล้วได้ตรัสไว้ด้วยมุ่งหมายพระองค์เองเท่านั้น

   ผู้เป็นโรคเมื่อต้องการหายจากโรค ควรงดเว้นของแสลงฉันใด ผู้ยังมีกิเลสอยู่ยังไม่เห็นของจริง ก็ควรสำรวมท้องฉันนั้น

   อีกอย่างหนึ่ง แก้วมณีที่บริสุทธิ์ผ่องใสอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องขัดสีฉันใดพระพุทธเจ้าผู้สำเร็จพุทธวิสัยแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องห้ามในพุทธจริยาทั้งหลายฉันนั้น ขอถวายพระพร”

   “ถูกแล้ว พระนาคเสน”