ข้าแต่พระนาคเสน สมเด็จมหามุนีได้ตรัสคำนี้ไว้ว่า ธรรมวินัยอันพระตถาคตเจ้าประกาศไว้แล้ว มีผู้เปิดเผยจึงสว่างไสวเมื่อปิดก็ไม่สว่างไสว แล้วตรัสไว้อีกว่า พระปาฏิโมกข์และพระวินัยทั้งสิ้น เป็นของอันภิกษุทั้งหลายปกปิกแล้ว ดังนี้
ถ้าบุคคลได้ความเข้าใจในพระพุทธศาสนา เปิดพระวินัยบัญญัติไว้ จะทำงามดีการศึกษา การสำรวมในพระวินัยบัญญัติและศีลคุณ อาจารบัญญัติ อรรถรส ธรรมรส วิมุตติรส จะปรากฏรุ่งเรืองขึ้น
ถ้าคำว่า เปิดพระธรรมวินัยไว้ จะรุ่งเรืองดี เป็นคำถูก คำว่า ให้ปกกิดพระวินัยไว้ ก็ผิด ถ้าคำว่า ให้ปกปิดพระวินัยไว้ เป็นของถูก คำว่า ให้ปกปิดพระธรรมวินัยจึงจะรุ่งเรืองดี ก็เป็นของผิด ปัญหานี้ก็เป็นอุภโตโกฏิ ควรแก้ไข
พระนาคเสนตอบว่า
ขอถวายพระพร คำทั้งสองนั้น ถูกต้องทั้งนั้น ก็แต่ว่าการปิดทั่วไป ปิดมีเขตแดนต่างหาก คือสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงปิดพระปาฏิโมกข์ อันมีสีมาเป็นเขตแดน ด้วยเหตุ ๓ ประการ คือ
๑. ปิดตามวงศ์ของพระพุทธเจ้าทั้งหลายในปางก่อน
๒. ปิดด้วยความเคารพพระธรรม
๓. ปิดด้วยความเคารพภูมิของภิกษุ
๑. ปิดตามวงศ์ของพระพุทธเจ้าทั้งหลายในปางก่อนนั้น คืออย่างไร....คือพระพุทธเจ้าทั้งหลายได้ทรงแสดงพระปาฏิโมกข์ ในท่ามกลางภิกษุทั้งหลาย ปิดเฉพาะพวกนอกจากภิกษุเท่านั้น เหมือนกับขัตติยมายา คือประเพณีของกระษัตริย์ทั้งหลาย ย่อมรู้เฉพาะในวงศ์กษตริย์เท่านั้น ปกปิดพวกอื่นไม่ให้รู้
คืออย่างไร.... คือพระธรรมเป็นของเคารพเป็นของหนัก ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบในพระ
๒. ปิดเพราะเคารพพระธรรมนั้น ธรรม จึงจะสำเร็จธรรมได้ ถ้าไม่ปกปิดไว้ ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบในพระธรรมจึงจะสำเร็จธรรมได้ ถ้าไม่ปกปิดไว้ ผู้ไม่ปฏิบัติชอบในระบอบธรรมวินัย คือพวกคฤหัสถ์ก็จะติเตียนได้
จึงทรงโปรดให้ปกปิดพระปาฏิโมกข์ไว้ด้วยความเคารพพระธรรมว่า อย่าให้พระธรรมอันเป็นแก่นอันประเสริฐนี้ เป็นที่ดูหมิ่นดูแคลน ดูถูกติเตียน ของพวกที่ไม่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเลย เปรียบเหมือนจันทร์แดง อันมีแก่นประเสริฐ สมควรแก่ขัตติยกัญญาเท่านั้น ฉะนั้น
๓. ปิดเพราะความเคารพภูมิของภิกษุนั้น คืออย่างไร....คือความเป็นภิกษุเป็นของมีคุณชั่งไม่ได้ ประมาณไม่ได้ ตีราคาไม่ได้ ไม่มีสิ่งใดเสมอ
เปรียบเหมือนทรัพย์อันประเสริญอย่างใด อย่างหนึ่ง คือเครื่องนุ่งห่ม เครื่องปู ม้า ช้าง รถ ทอง เงิน ที่ช่างทองตกแต่งดีแล้ว ย่อมสมควรแก่พระราชาทั้งหลายฉันใด
คุณธรรม คือการศึกษาเล่าเรียน การสำรวมในพระปาฏิโมกข์ ย่อมสมควรแก ภิกษุสงฆ์ฉันนั้น ขอถวายพระพร
ถูกดีแล้ว พระนาคแสน
ปัญหาที่ ๘
ถามเรื่องความ
หนักเบาแห่งมุสาวาท
ข้าแต่พระนาคแสน สมเด็จพระพุทธองค์ ทรงตรัสไว้ว่า เป็นปาราชิกเพราะแกล้งกล่าวเท็จ แต่ตรัสอีกว่า แกล้งกล่าวเท็จเป็นอาบัติเบา แสดงในสำนักภิกษุองค์ใดองค์หนึ่งก็ได้
ความ ๒ ข้อนี้ต่างกันอย่างไร เหตุไรข้อหนึ่งจึงเป็น อเตกิตฉา คือแก้ไขไม่ได้ อีกข้อหนึ่งเป็น สเตกิจฉา คือแก้ไขได้
ถ้าที่ตรัสว่า แกล้งกล่าวเท็จเป็นปาราชิก ถูกแล้ว คำที่ตรัสว่า ฎแกล้งกล่าวเท็จเป็นอาบัติเบา ก็ผิดไป
ถ้าตรัสว่า แกล้งกล่าวเท็จเป็นอาบัติเบา นั้นถูก ที่ตรัสว่า แกล้งกล่าวเท็จปาราชิก นั้นก็ผิดไป ปัญหานี้เป็นอุภโตโกฏิ ควรแก้ไข
พระนาคเสนตอบว่า
ขอถวายพระพร ข้อที่ตรัสว่า แกล้งกล่าวเท็จเป็นปราชิก นั้นก็ถูก ที่ตรัสว่า แกล้งกล่าวเท็จเป็นอาบัติเบา นั้นก็ถูก เพราะว่าการแกล้งกล่าวเท็จนั้น เป็นของหนักและเบาตามวัตถุ
มหาบพิตรจะเข้าพระทัยความข้อนี้อย่างไร ถ้ามีบุรุษคนหนึ่งตบตีบุรุษอีกคนหนึ่งด้วยมือ พระองค์จะทรงลงโทษแก่ผู้ตบตีนั้นอย่างไร ?
ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า ถ้าบุรุษนั้นไม่ขอโทษก็จะต้องหรับไหมเขา เป็นเงิน ๑ กหาปณะ เป็นอย่างมาก
ขอถวายพระพร ถ้าบุรุษคนเดียวกันนั้นเอง ตีมหาบพิตรด้วยฝ่ามือ บุรุษนั้นจะได้รับอย่างไร ?
ข้าแต่พระนาคเสน ต้องให้ตัดมือบุรุษนั้นจนกระทั้งถึงตัดศรีษะ ริบบ้านเรือน ให้ฆ่าเสียถึง ๗ ชั่วตระกูล
ขอถวายพระพร การตีด้วยฝ่ามืออย่างเดียวกัน เหตุไฉนจึงมีโทษหนักเบากว่ากันล่ะ ?
อ๋อ....เพราะเป็นเหตุด้วยวัตถุ
ข้อนี้ก็ฉันนั้นแหละ มหาบพิตร การแกล้งกล่าวเท็จ ก็มีโทษหนักเบาตามวัตถุ ขอถวายพระพร
ถูกดีแล้ว พระนาคเสน