ข้าแต่พระนาคเสน สมเด็จพระผู้มีพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นผู้ทำให้เกิดทางอันยังไม่เกิด แล้วตรัสไว้อีกว่า
เราได้เห็นทางเก่า อันเป็นทางที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายในปางก่อน ทรงเดินตามกัน ดังนี้
ถ้าคำว่า พระตถาคตเจ้าทำให้เกิดทางอันยังไม่เกิด นั้นถูก คำที่ว่า เราได้เห็นทางเก่าอันเห็นทางที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายในปางก่อน ทรงเดินตามกันมาแล้วนั้น ก็ผิด
ถ้าคำว่า เราได้เห็นทางเก่า อันเป็นทางที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย ทรงเดินตามกันมาแล้ว นั้นถูก คำที่ว่า พระตถาคตเจ้าทำให้เกิดทางอันยังไม่เกิดนั้น ก็ผิด ปัญหานี้ก็เป็นอุภโตโกฏิ ควรแก้ไข
พระนาคเสนตอบว่า
ขอถวายพระพร คำทั้งสองนั้นถูกตามความจริงทั้งนั้นคือเมื่อพระตถาคตเจ้าทั้งหลายในปางก่อนอันตรธานไปแล้ว ผู้บอกทางก็ไม่มีทางก็หายไป พระตถาคตเจ้าได้ทรงเห็นทางอันลบเลือนไปแล้ว อันหายไปแล้ว อันไม่มีสิ่งกำบังไว้ อันไม่เป็นที่ไปมาได้แล้วนั้น ได้ด้วยปัญญาจักษุของพระองค์ จึงตรัสว่า ได้เห็นทางเก่า เมื่อทรงสั่งสอน ก็ได้ชื่อว่าทำให้เกิดทางอันยังไม่เกิด
เมื่อพระเจ้าจักรพรรดิทรงอันตรธารไปแล้ว แก้วมณีก็ไปหลบซ่อนอยู่ในระหว่างยอดเขา (วิบุลบรรพต) เสีย เมื่อพระเจ้าจักรพรรดิองค์ใหม่มีขึ้น จึงมาปรากฏขึ้นอย่างนั้นไม่ใช่หรือ ?
อย่างนั้น พระผู้เป็นเจ้า คือแก้วมณีนั้นไม่ได้มีประจำอยู่เป็นปกติ ต่อเมื่อมีพระเจ้าจักรพรรดิเกิดขึ้น จึงจะปรากฏขึ้น
ข้อนี้ก็ฉันนั้นแหละ มหาบพิตร ทางอันเกษมเยือกเย็น อันเป็นทางอันประกอบด้วยองค์ ๘ (มรรค ๘ ) เมื่อผู้สั่งสอนไม่มี ทางนั้นก็กลบเลือนหายไป พระตถาคตเจ้าจึงทรงเล็งเห็นทางนั้น แล้วทรงบอกให้แก่เทพยดามนุษย์ทั้งหลาย
อีกประการหนึ่ง หญิงที่มีบุตรเกิดในท้อง เขาเรียกว่า ผู้ทำให้ลูกเกิด ฉันใด สมเด็จพระจอมไตรก็ทรงเห็นทาง แล้วบอกทางที่หายไปแล้วนั้น จึงเรียกว่า ผู้ทำให้เกิดทาง ฉะนั้น
อีกอย่างหนึ่ง เหมือนกับบุรุษคนหนึ่งได้พบของที่หายไป ก็มีการพูดกันว่า ของนั้นเกิดขึ้นด้วยผู้นั้น หรือบุรุษคนใดคนหนึ่งถางป่าที่รกให้เตียน ทำให้เกิดเป็นพื้นที่สะอาดขึ้น ก็มีการกล่าวกันว่า ที่นั้นเป็นของบุรุษนั้น บุรุษนั้นชื่อว่าเป็นเจ้าของฉันใด
พระพุทธเจ้าทรงเล็งเห็นทางเก่า ของพระพุทธเจ้าในปางก่อนแล้วทรงบอก ก็เรียกว่า ผู้ทำให้เกิดทางอันยังไม่เกิด ฉันนั้น ขอถวายพระพร
ปัญหาข้อนี้ พระผู้เป็นเจ้าแก้ถูกต้องดีแล้ว