ตอนที่ ๒๗
ปัญหาที่ ๓
ถามถึงความ
เป็นพระอรหันต์แห่งคฤหัสถ์

                พระเจ้ามิลินท์ตรัสถามว่า

    “ข้าแต่พระนาคเสน มีคำกล่าวไว้ว่า คฤหัสถ์ผู้สำเร็จอรหันต์แล้วย่อมมีคติ ๒ ประการ คือบรรพชาในวันนั้น ๑ ปรินิพพาน ในวันนั้น ๑ ไม่อาจเลยวันนั้นไปได้” ดังนี้

   ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า ถ้าในวันนั้น ไม่ได้อาจารย์ หรืออุปัชฌาย์ หรือบารต จีวร ผู้สำเร็จอรหันต์แล้วนั้นจะบรรพชาเอง หรือเลยวันนั้นไป หรือมีพระอรหันต์ผู้มีฤทธิ์องค์ใดองค์หนึ่งมาให้บรรพชา จะได้หรือไม่ หรือต้องปรินิพพานไป?”

   พระนาคเสนตอบว่า

   “ขอถวายพระพร พระอรหันต์นั้นบรรพชาเองไม่ได้ ถ้าบรรพชาเองก็ชื่อว่า “ไถยสังวาส” (ลักเพศ คือปลอมบวช) และเลยวันนั้นไปก็ไม้ได้ จะมีพระอรหันต์องค์อื่นมาหรือไม่มีก็ตาม ก็ต้องปรินิพพานในวันนั้น”

   “ข้าแต่พระนาคเสน ถ้าอย่างนั้นความเป็นพระอรหันต์ ก็ทำให้สิ้นชีวิตน่ะชิ”

   “ขอถวายพระพร คฤหัสถ์ถึงสำเร็จอรหันต์แล้วก็ต้องบรรพชา หรือปรินิพพานในวันนั้น เพราะเพศคฤหัสถ์ไม่มีกำลังพอ ข้อที่สิ้นชีวิตไปนั้น ไม่ใช่เป็นเพราะโทษแห่งคฤหัสถ์ ไม่มีกำลังพอต่างหาก

   ขอถวายพระพร ธรรมดาโภชนาหารย่อมรักษาอายุ รักษาชีวิตของสัตว์ทั้งหลายไว้แต่ว่าโภชนาหารนั้น ย่อมทำให้สิ้นชีวิตได้ ด้วยไฟย่อยอาหารไม่พอ ย่อมทำให้สิ้นชีวิตนั้นไม่ใช่เป็นโทษแห่งอาหารนั้น เป็นโทษแห่งไฟย่อยอาหารไม่พอฉันใด

   การที่คฤหัสถ์ผู้เสำเร็จพระอรหันต์แล้วต้องบรรพชาหรือปรินิพพานในวันนั้น ข้อนั้นไม่ใช่เป็นโทษแห่งความเป็นพระอรหันต์ เป็นโทษแห่งเพศคฤหัสถ์มีกำลังไม่พอฉันนั้น

   อีกประการหนึ่ง เหมือนกับบุคคลยกเอาก้อนหินหนัก ๆ วางบนฟ้อนหญ้าเล็ก ๆ ฟ้อนหญ้าเล็ก ๆ นั้น ก็ต้องจมลงไปเพราะกำลังไม่พอฉันใด ข้อนี้ก็มีอุปมาฉันนั้น

   อีกอย่างหนึ่ง เหมือนบุรุษผู้มีบุญน้อยเมื่อได้ราชสมบัติอันใหญ่แล้ว ก็ไม่อาจรักษาความเป็นอิสระไว้ได้ฉันใด คฤหัสถ์ผู้ได้สำเร็จพระอรหันต์แล้ว ก็ไม่อาจรับรองความเป็นอรหันต์ไว้ได้ฉันนั้น เพราะฉะนั้น จึงต้องบรรพชาหรือปรินิพพานในวันนั้น ขอถวายพระพร”

   “ถูกต้องดีแล้ว พระนาคเสน”