ข้าแต่พระนาคเสน สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าคราวเป็นพญาช้างฉัททันต์ได้กล่าวไว้ว่า เราได้จับนายพรานไว้ด้วยคิดว่าจะฆ่า แต่พอได้เห็นผ้ากาสาวะ อันเป็นธงของฤาษีทั้งหลายเรานึกขึ้นได้ว่า ผู้มีธงของพระอรหันต์เป็นผู้ควรฆ่า ดังนี้
และมีการกล่าวไว้อีกว่า ครั้นพระองค์เป็น โชติปาลมาณพ ได้ด่าว่า สมเด็จพระพุทธกัสสป ด้วยคำว่า สมณะศรีษะโล้น.. ดังนี้
ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า ถ้าพระโพธิสัตว์ถึงเป็นเดรัจฉานก็เคารพผ้ากาสาวะ ข้อที่ว่า โชติปาลมาณพด่าว่าสมเด็จพระพุทธกัสสปอย่างนั้น ก็ผิดไป ถ้าไม่ผิด ข้อว่า พญาช้างฉัททันต์เคารพผ้ากาสาวะนั้น ก็ผิด
เป็นเพราะเหตุใด พระโพธิสัตว์ผู้เป็นมนุษย์ ผู้มีญาณแก่กล้าแล้ว ได้เห็นสมเด็จพระพุทธกัสสป ผู้ล้ำเลิศในโลก ผู้ทรงนุ่งห่มผ้ากาสาวะจึงไม่เคารพ ปัญหานี้ก็เป็นอุภโตโกฏิ ขอได้โปรดแก้ไชด้วย
พระนาคเสนตอบว่า
ขอถวายพระพร ทั้งสองเรื่องนั้นถูกทั้งนั้น ก็แต่ว่าเรื่องที่โชติปาลมาณพว่าสมเด็จพระพุทธกัสสปในคราวนั้น เป็นด้วยอำนาจเขาถือชาติพระกูลของเขาเกินไป คือ
โชติมาลมาณพเกิดในตระกูลที่ไม่มีศรัทธาเลื่อมใส มารดาบิดา พี่น้องหญิง พี่น้องชาย มาสีทาสาคนใช้ คนบำเรอ และศิษย์ของมาณพนั้นทั้งสิ้น ล้วนแต่เคารพพราหมณ์เท่านั้นประเสริฐสูงสุด แล้วติเตียนเกลียดชังบรรพชิตทั้งหลาย
โชติปาลมาณพได้เชื่อถือตามลัทธิของพวกพราหมณ์ ได้ฟังถ่อยคำของพวกพราหมณ์ที่ด่าว่าบรรพชิตอยู่เสมอ เวลาช่างปั้นหม้อ ชื่อว่า ฆฏาการะ ชวนไปเฝ้าพระพุทธเจ้า จึงได้ตอบว่า ต้องการอะไรกับการที่จะพบสมณะศรีษะโล้น...
ขอถวายพระพร ยาอมฤตเมื่อผสมกับยาพิษก็กลายเป็นรสขม ส่วนยาพิษเวลามาผสมกับยาอมฤต ก็กลายเป็นรสหวานฉันใด น้ำเย็นถูกไฟก็ร้อน คนเลวได้มิตรดีก็เป็นคนดี คนดีได้มิตรเลวก็เป็นคนเลวฉันใด โชติปาลมาณพเกิดในตระกูลที่ไม่มีศรัทธาเลื่อมใสก็กลายเป็นอันธพาลไปตามตระกูลฉันนั้น
กองไฟใหญ่ที่ลุกรุ่งโรจน์อยู่ ก็มีแสงสว่างดี เวลาถูกน้ำก็หมดแสง กลายเป็นสีดำไป เหมือนกับผลไม้ที่หล่นจากขั่ว แก่งอมแล้วเน่าไปฉะนั้น
ด้วยเหตุนี้แหละ มหาบพิตร โชติปาลมาณพผู้มีปัญญา มีแสงสว่าง ด้วยความไพบูลย์แห่งญาณอย่างนั้นก็จริง แต่เวลาเกิดในตระกูลที่ไม่มีศรัทธาเลื่อมใส ก็กลายเป็นอันธพาลไปถึงกับได้ด่าว่าพระพุทธเจ้า
เวลาเข้าไปถึงพระพุทธเจ้าแล้วจึงรู้จักคุณของพระองค์ แล้วได้บรรพชาในพุทธศาสนา ทำอภิญญาสมาบัติให้เกิด แล้วก็ได้ไปเกิดในพรหมโลก ขอถวายพระพร
สาธุ....พระนาคเสน โยมขอรับว่าถูกต้องดีแล้ว
อธิบาย
เรื่องที่พระพุทธเจ้าเสวยพระชาติเป็น พญาฉัททันต์ นั้น มีปรากฏอยู่ในชาดกว่า
ยังมีนางภิกษุณีสาวรูปหนึ่ง ในขณะที่นั้งฟังพระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมอยู่นั้น ได้ระลึกชาติหนหลังว่า ตนเคยเกิดเป็นนางพญาช้าง ซึ่งเป็นภรรยาของพญาช้างฉัททันต์ ต่อมาได้ให้นายพรานฆ่าพญาช้างนั้น ครั้นนึกได้อย่างนี้จึงร้องให้ขึ้นในท่ามกลางคนทั้งหลาย
พระศาสดาทรงปรารถเหตุนี้แล้ว จึงทรงตรัสเล่าให้ภิกษุทั้งหลายฟังว่า ในอดีตกาลพญาฉัททันต์มีอัครมเหสีอยู่ ๒ เชือก ชื่อว่า จูฬสุภัททา และ มหาสุภัททา ได้อาศัยอยู่ในป่าหิมพานต์ พร้อมกับบริวารทั้งหลาย และได้กระทำการบูชากราบไหว้พระปัจเจกพุทธเจ้า ๕๐๐ องค์อยู่เป็นนิจ
ต่อมานางจูฬสุภัททาเกิดน้อยใจ ได้ผูกในอาฆาตพยาบาทพญาฉัททันต์ จึงได้นำผลไม้ไปถวายพระปัจเจกพุทธเจ้า ตั้งความปรารถนาว่าขอให้ได้ไปเกิดเป็นพระมเหสีของพระเจ้าพาราณสี ครั้นปรารถนาดังนี้ จึงได้อดอาหารจนถึงแก่ความตาย แล้วก็ได้ไปเกิดเป็นพระมเหสี มีพระนามว่า สุภัททา สมความปรารถนา
ครั้นพระนางระลึกชาติหนหลังได้ จึงได้ให้นายพรานไปดังยิงพญาฉัททันต์ ด้วยลูกศรอาบยาพิษ พญาช้างไดรับความเจ็บปวดมากจึงเอื้อมงวงจับไว้จะฆ่าเสีย แต่พอได้เห็นผ้ากาสาวพัสตร์ที่นายพรานเอามาคลุมศรีษะไว้ อันเป็นธงชัยของพระอรหันต์ ที่ตนมีความเคารพเลี่อมใสอยู่ จึงยับยั่งใจเอาไว้ได้
เมื่อชักถามจนทราบความแล้วไซร้ จึงก้มศรีษะลงให้นายพรานเลื่อยเอางา ในขณะที่เลื่อยนั้น พญาช้างได้รับความเจ็บปวดมาก มีโลหิตไหลออกมาเต็มปาก พอนายพรานลับตาไปแล้ว นางพญาช้างมหาสุภัททาพร้อมกับบริวารก็มาถึง พอดีกับพญาฉัททันต์ได้สิ้นใจตายไปแล้ว
ฝ่ายพระนางสุภัททาได้เห็นงาพญาช้างผู้เคยเป็นสามีที่รักของตน จึงเกิดความสลดใจจนถึงกับหัวใจแตกสลายลงไปทันที
ครั้นสมเด็จพระชินสีห์ทรงแสดงเรื่องนี้จบแล้ว จึงทรงประชุมชาดกว่า พระนางสุภัททา ได้มาเกิดเป็นภิกษุณีสาวรูปนี้ พญาฉัททันต์ นั้น คือตัวเราตถาคตในบัดนี้