ปัญหาที่ ๔
ถามถึงเหตุ
ให้แผ่นดินไหว

   
                    พระเจ้ามิลินท์ได้ตรัสถามว่า “ข้าแต่พระนาคเสน พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้เป็นคำขาดว่า “เหตุปัจจัยที่จะทำให้แผ่นดินไหวใหญ่นั้น มีอยู่ ๘ ประการเท่านั้น ไม่มีถึง ๙” ถ้าคำนี้จริงแล้ว คำที่ว่า “แผ่นดินไหวถึง ๗ ครั้ง ด้วยมหาทานของ พระเวสสันดร” นั้นก็ผิด

   ถ้าว่าคำที่ว่า “แผ่นดินไหวถึง ๗ ครั้ง ด้วยมหาทานของ พระเวสสันดร” นั้นถูก คำที่ว่า “เหตุให้แผ่นดินไหวใหญ่มีเพียง ๘ อย่างเท่านั้น” ก็ผิด เพราะว่าการให้ทานไม่นับเข้าในเหตุอย่างหนึ่ง ในเหตุ ๘ อย่างที่แผ่นดินไหวนั้น

   เพราะฉะนั้น ปัญหาข้อนี้จึงเป็นอุภโตโกฎิมีสองง่ามสองแง่ เป็นปัญหาละเอียด เป็นปัญหาใหญ่ เป็นปัญหาชี้ให้เห็นได้ว่า เป็นปัญหาที่ให้เกิดความมืด แต่ปัญหานี้ได้มาถึงพระผู้เป็นเจ้า ผู้มีจักษุญาณแล้ว ผู้อื่นนอกจากพระผู้เป็นเจ้า ไม่อาจแก้ปัญหานี้ได้”

   พระนาคเสนจึงตอบว่า

   “ขอถวายพระพร คำสองคำนี้จริงทั้งนั้นคือคำที่ว่า “เหตุให้แผ่นดินไหวมีอยู่ ๘ ก็เป็นของจริง คำที่ว่า “แผ่นดินใหญ่ได้ไหวถึง ๗ ครั้ง เพราะมหาทานของ “พระเวสสันดร” ก็เป็นของจริง ไม่ใช่ของเหลาะแหละ”

อุปมาเมฆนอกฤดูกาล

   “ขอถวายพระพร ในโลกนี้มีเมฆอยู่เพียง ๓ ฤดู คือ ฤดูฝน ฤดูหนาว ฤดูร้อนเท่านั้นถ้าเมฆอื่นนอกจาก ๓ ฤดูนั้น จะทำให้ฝนตกลงมา เมฆนั้นก็ไม่นับเข้ากับเมฆที่คนทั้งหลายรู้เรียกว่า “อกาลเมฆ” ฉันใด

   การที่แผ่นดินใหญ่ไหวถึง ๗ ครั้ง ด้วยอำนาจมหาทานของพระเวสสันดร ก็เป็น “อกาลกัมปนัง” คือแผ่นดินไหวนอกจากเหตุ ๘ ประการ ฉันนั้น”

อุปมาด้วยแม่น้ำ

   “นที ๕ สายย่อมไหลมาจากภูเขาหิมพานต์ อีก ๑๐ นที คือ คงคา ยมุนา อจิรวดี สรภู มหิ สินธุ สตธู วิชา ปิปาสิ จันทภาคี ก็นับรวมเข้าในคำว่า “นที” นทีนอกนั้นไม่นับเข้าในนที เพราะไม่มีน้ำประจำอยู่เป็นนิจฉันใด

   การที่แผ่นดินใหญ่ไหวถึง ๗ ครั้ง ด้วยอำนาจมหาทานของพระเวสสันดรนั้น ก็ไม่นับเข้าในเหตุ ๘ อย่าง เพราะว่าไม่ใช่เหตุที่จะให้แผ่นดินไหวเสมอไปฉันนั้น”

อุปมาหมู่
เสนาอำมาตย์

   “ขอถวายพระพร เหมือนอย่างว่าอำมาตย์ของพระราชามีอยู่ ๑๐๐ หรือ ๒๐๐ ก็ดี ก็นับเข้าในหมู่อำมาตย์เพียง ๖ คนเท่านั้น อำมาตย์ ๖ คนนั้น คือ

   เสนาบดี ๑ ปุโรหิต ๑ ผู้ตัดสินถ้อยความ ๑ ผู้รักษาพระราชทรัพย์ ๑ ผู้กั้นเศวตฉัตร ๑ ผู้ถือพระขรรค์ ๑ เท่านั้น นอกจาก ๖ คนนี้ ไม่นับเข้าว่าเป็นอำมาตย์

   ข้อนี้มีอุปมาฉันใด การที่แผ่นดินไหวถึง ๗ ครั้ง ด้วยมหาทานของพระเวสสันดรนั้นก็ไม่นับเข้าในเหตุ ๘ อย่างฉันนั้น”

ผู้ได้รับผล
บุญเห็นทันตา ๗ คน

   “ขอถวายพระพร มหาบพิตรได้เคยทรงสดับหรือไม่ว่า ผู้ที่ทำบุญในพระพุทธศาสนานี้แล้ว ได้รับผลบุญเห็นทันตา มีกิตติศัพท์ลือชาและยศศักดิ์ ปรากฎไปในเทพยดาและมนุษย์ ?”

   “เคยได้ฟัง พระผู้เป็นเจ้า”

    “ ขอถวายพระพร บุคคลเหล่านั้นมีอยู่กี่คน?”

   “มีอยู่ ๗ คนผู้เป็นเจ้า”

   “ขอถวายพระพร คือใครบ้าง ?”

    “คือ นายสุมนมาลาการ ๑ พราหมณ์เอกสาฎก ๑ ลูกจ้างชื่อว่า นายปุณณะ ๑ พระนางมัลลิกาเทวี ๑ พระนางโคปาลมาตาเทวี ๑ นางสุปิยาอุบาสิกา ๑ นางปุณณทาสี ๑ รวมเป็น ๗ คนเท่านี้แหละ พระผู้เป็นเจ้า”

ผู้ที่ได้ขึ้น
สวรรค์ทั้งเป็น ๗ คน

   “ขอถวายพระพร มหาบพิตรได้เคยทรงสดับมาหรือไม่ว่า ผู้ที่ได้ทำความดีไว้ในพระพุทธศาสนาก่อน ๆ โน้น ได้ไปสวรรค์ทั้งเป็นไปด้วยรูปร่างมนุษย์มีอยู่หรือไม่ ?”

   “มีอยู่ พระผู้เป็นเจ้า”

   “ได้แก่ใคร...มหาบพิตร?”

   “ได้แก่ โคตติลคันธัพพราชา ๑ สาธิน ราชา ๑ เนมิราชา ๑ มันธาตุราชา ๑ ทั้ง ๔ คนนี้ ได้ขึ้นไปดาวดึงส์สวรรค์ทั้งเป็น เพราะคนเหล่านั้น ได้ทำความดีไว้นานแล้ว”

ทานของผู้อื่น
ไม่เป็นเหตุให้แผ่นดินไหว

   “ขอถวายพระพร มหาบพิตรได้เคยทรงสดับหรือไม่ว่า ผู้มีชื่ออย่างนี้ ๆ ให้ทานอยู่ในอดีตกาล หรือในปัจจุบันกาล ทำให้แผ่นดินใหญ่นี้ไหวครั้งหนึ่ง หรือสองสามครั้ง ?”

   “ไม่เคยได้ยินได้ฟังเลย ผู้เป็นเจ้า” “ขอถวายพระพร อาตมาภาพผู้มีอาคมคือพระปริยัติธรรม และอธิคม คือมรรคผลกับการสดับฟังพระปริยัติ การเกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้า การฟังก็ดี การไต่ถาม การอยู่ร่วมกับอาจารย์ การปฎิบัติอาจารย์ ก็ไม่เคยได้ยินได้ฟังว่า

   เมื่อผู้อื่นให้ทานเกิดแผ่นดินไหวเพียงครั้งเดียว หรือ ๒ ครั้ง ๓ ครั้ง นอกจากการให้ทานของพระเวสสันดรเท่านั้น”

อุปมาด้วยเกวียน

   “ขอถวายพระพร ในระหว่างพระพุทธเจ้า ๒ พระองค์ คือพระศากยมุนีพุทธเจ้า กับ พระกัสสปพุทธเจ้านั้น ล่วงมาแล้วหลายโกฎิปี ในระหว่างนั้นก็ไม่เคยได้ยินว่าผู้อื่นให้ทานทำให้แผ่นดินไหว

   แผ่นดินไหวอันใหญ่นี้ไม่ไหวด้วยความ ความเพียนเท่านั้น ด้วยความบากบั่นเพียงเท่านั้นแผ่นดินอันใหญ่หนักด้วยของหนัก คือคุณความดีของบุคคล จนไม่อาจรับไว้ได้ จึงสะเทือนสะท้านหวั่นไหว

   เกวียนที่บรรทุกหนักเกินไป จนดุมเกวียน กำเกวียน กงเกวียนทนไม่ไหว เพลาเกวียนก็หักฉันใด แผ่นดินอันใหญ่อันหนักด้วยคุณความดีของบุคคล จนไม่อาจรับไว้ได้จึงไหวฉันนั้น”

อุปมาด้วยท้องฟ้า

   “อีกประการหนึ่ง ท้องฟ้าอันปกคลุมด้วยก้อนเมฆ หนักด้วยก้อนเมฆ มีลมพัดแรงเกินไป ก็มีเสียงดังกึกก้องฉันใด แผ่นดินใหญ่ เมื่อไม่อาจทรงของหนัก คือความไพบูลย์ แห่งกำลังทานของพระเวสสันดรจึงไหวฉันนั้น

   เพราะว่าพระหฤทัยของพระเวสสันดรนั้น ไม่ได้เป็นไปด้วยอำนาจ ราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฎฐิ กิเลส ความโกรธ ความริษยา อย่างใดเลย เป็นไปมากด้วยอำมาจแห่งทานอย่างเดียวเท่านั้น

   คือพระเวสสันดรคิดอยู่ว่า พวกยาจกที่ยังไม่มาก็ขอให้มา ที่มาแล้วก็ขอให้ได้ตามประสงค์ ได้แล้วขอให้มาอีก”

คุณธรรม
ของพระเวสสันดร

   “พระเวสสันดรนั้น มีพระหฤทัยมั่นอยู่ในธรรม ๑๐ ประการ คือ ความฝึกใจ ๑ ความสำรวม ๑ ความอดทน ๑ ความระวัง ๑ ความแน่นอน ๑ ความไม่โกรธ ๑ ความไม่เบียดเบียน ๑ ความจริง ๑ ความสอาดใจ ๑ ความเมตตา ๑

    พระเวสสันดรนั้น ได้ละการแสวงหากามารมณ์เสียแล้ว ระงับการแสวงหาภพเสียแล้ว มุ่งแต่การแสวงหาพรหมจรรย์เท่านั้น

   พระเวสสันดรนั้น สละการรักษาตัวเสียแล้ว มุ่งแต่รักษาผู้อื่นทุกเวลาว่า ทำอย่างไรหนอ สัตว์บุคคลทั้งสิ้นจึงจะพร้อมเพรียงกันจึงจักไม่มีโรค จึงจักมีทรัพย์ จึงจักมีอายุยืน

    พระเวสสันดรนั้น ไม่ได้ทรงให้ทานเพราะปรารถนาภพ หรือทรัพย์ หรือการตอบแทน การสรรเสริญ อายุ วรรณะ สุขะ พละ ยศ บุตร ชีวิต แต่อย่างใดเลย พระองค์ทรงมุ่งแต่ “พระสัพพัญญุตญาณ” เท่านั้น

ข้อนี้สมกับที่พระองค์
ที่พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ว่า

    “เมื่อเราให้ทานบุตรธิดา คือ ชาลีกัณหา และเทวี คือพระนางมัสทรี เราไม่ได้คิดอย่างอื่นเลย เรามุ่งต่อพระโพธิญาณอย่างเดียวเท่านั้น” ดังนี้

   พระเวสสันดรนั้น ชนะคนโกรธด้วยความไม่โกรธ ชนะคนไม่ไดีด้วยความดี ชนะคนตระหนี่ด้วยการให้ ชนะคนเหลาะแหละนั้นด้วยความจริง ชนะอกุศลทั้งปวงด้วยกุศล”

เหตุอัศจรรย์
เพราะมหาทาน

   “เมื่อพระเวสสันดรให้ทานอยู่อย่างนั้นลมใหญ่ภายไต้ก็ไหว เมื่อลมใหญ่ภายไต้ไหวน้ำที่อยู่บนลมก็ไหว เมื่อมีน้ำไหว หินที่อยู่บนน้ำก็ไหว เมื่อหินที่อยู่บนน้ำไหว แผ่นดินใหญ่นี้ก็ไหว

   ครั้งนั้น พวกอสูร ครุฑ นาค ยักษ์ทั้งหลาย ที่มีฤทธิ์มีเดชน้อย ก็สดุ้งตกใจกลัวว่า แผ่นดินไหวใหญ่เพราะอะไร ไม่ทราบว่าเป็นเพราะการให้ทานของพระเวสสันดร ต่อเมื่อได้ยินเสียงป่าวร้องสาธุการของเทพยดาทั้งหลายจึงรู้

   เป็นอันว่า แผ่นดินใหญ่นี้ตั้งอยู่บนหิน หินตั้งอยู่บนน้ำ น้ำตั้งอยู่บนลม เมื่อลมข้างล่างไหว ก็ไหวเป็นลำดับขึ้นมาจนถึงแผ่นดินใหญ่นี้ ดังนี้”

อุปมาเหมือนแก้วต่าง ๆ

   “ขอถวายพระพร แก้วต่าง ๆ ย่อมมีอยู่ที่พื้นดินเป็นอันมาก คือ แก้วอินทนิล แก้วมหานิล แก้วโชติรส แก้วไพฑูรย์ แก้วอุมมารปุปผา แก้วมโนห์รา แก้วสุริยกันต์ แก้วจันทกันต์ แก้ววิเชียร แก้วกโชปักมกะ แก้วบุษราคัม แก้วแดง แก้วลาย

   แก้วเหล่านี้ทั้งสิ้น สู้แก้วมณีของพระเจ้าจักรพรรดิไม่ได้ แก้วมณีของพระเจ้าจักรพรรดิย่อมแผ่รัศมีไปข้างละ ๑ โยชน์โดยรอบฉันใด ทานที่มีอยู่ทั้งสิ้น มี อสทิสทาน เป็นอย่างเยี่ยมก็สู้มหาทานของพระเวสสันดรไม่ได้ฉันนั้น

   เมื่อพระเวสสันดรทรงบำเพ็ญมหาทานอยู่แผ่นดินใหญ่ได้ไหวถึง ๗ ครั้ง ขอมหาบพิตรจงทรงพระสวนาการฟังให้เข้าพระทัยในกาลบัดนี้”

   “ข้าแต่พระนาคเสน ปัญหาที่ลี้ลับลึกซึ่ง พระผู้เเป็นเจ้าก็ได้คลี่คลายขยายออกแล้ว ได้ทำลายข้อที่ฟั่นเฝื่อได้สิ้นแล้ว”

บทผนวก

    การสนทนาได้ยุติลงเพียงแค่นี้ เรื่องแผ่นดินไหวนี้ พระอรรถกถาจารย์ได้อธิบายไว้ใน พรหมชาลสูตร ผู้เรียบเรียงขอนำมาให้ทราบไว้ดังนี้

    “...พึงทราบแผ่นดินไหวด้วยเหตุ ๘ ประการ คือ
    ๑. ธาตุกำเริบ (ไหวตามธรรมชาติ)
    ๒. อนุภาพของผู้มีฤทธิ์
    ๓. พระโพธิสัตว์ก้าวลงสู่พระครรภ์
    ๔. เสด็จออกจากพระครรภ์พระมารดา
    ๕ . บรรลุพระสัมโพธิญาณ
    ๖. ทรงแสดงพระธรรมจักร
    ๗ . ทรงปลงอายุสังขาร
    ๘. เสด็จดับขันธปรินิพพาน

   ข้าพเจ้า (พระพุทธโฆษาจารย์) จักกล่าวในคราววรรณนาพระบาลี ที่มาใน มหาปรินิพพานสูตร อย่างนี้ว่า

   “ดูก่อนอานนท์ เหตุปัจจัย ๘ เหล่านี้แลที่ให้เกิดแผ่นดินไหวใหญ่ดังนี้เทียว ก็แผ่นดินใหญ่นี้ได้ไหวในฐานะ ๘ แม้อื่น คือ

    ๑. คราวเสด็จมหาภิเนษกรมณ์
    ๒. คราวเสด็จเข้าสู่โพธิมัณฑสถาน
    ๓. คราวรับผ้าบังสุกุล
    ๔. คราวรับซักผ้าบังสุกุล
    ๕. คราวแสดงกาลสูตร
    ๖ . คราวแสดงโคตมกสูตร
    ๗. คราวแสดงเวสสันดรชาดก
    ๘. คราวแสดงพรหมชาลสูตรนี้

   ใน ๘ คราวนั้น คราวเสด็จมหาภิเนษกรมณ์ และ คราวเสด็จเข้าสู่โพธิมัณฑสถาน แผ่นดินได้ไหวด้วยกำลังแห่งพระวิริยะ คราวรับผ้าบังสุกุล แผ่นดินถูกกำลังความอัศจารย์กระทบแล้วว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงละมหาทวีป ๔ อันมีทวีป ๒ พันเป็นบริวารออกผนวชไปสู่ป่าช้าถือเอาผ้าบังสุกุล ได้ทรงกระทำกรรมที่ทำได้ยาก ดังนี้

   ได้ไหวแล้ว คราวชักผ้าบังสุกุล และ คราวแสดงเวสสันดรชาดก แผ่นดินได้ไหวด้วยคราวไหวมิใช่กาล

   คราวแสดงกาลามสูตร และ คราวแสดงโคตมกสูตร แผ่นดินได้ไหวด้วยความเป็นสักขีว่า “ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระพุทธเจ้าขอเป็นสักขี”

   แต่คราวแสดงพรหมชาลสูตรนี้ เมื่อทรงแสดงสะสางคลี่คลายทิฎฐิ ๖๘ ประการอยู่พึงทราบว่า ได้ไหวด้วยอำนาจสาธุการ

เหตุแผ่นดินไหว
หลังพุทธปรินิพพาน

   อนึ่ง มิใช่ในฐานะเหล่านี้อย่างเดียวเท่านั้นที่แผ่นดินไหว ที่จริงแผ่นดินไหวแล้วแม้ในคราวสังคายนาทั้ง ๓ ครั้ง

   แม้ในวันที่ พระมหินทเถระ มาสู่ทวีปนี้ (มาลังกาหลังสังคายนาทั้ง ๓ ) นั่งแสดงธรรมในชาติวัน และเมื่อ พระบิณฑปาติยเถระ กวาดลานพระเจดีย์ในกัลยาณีวิหาร แล้วนั่งที่ลานพระเจดีย์นั้นแหละ ยึดปีติมีพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ เริ่มสวดพระสูตรนี้ (พรหมชาลสูตร) แผ่นดินได้ไหวไปถึงน้ำรองแผ่นดินเป็นที่สุด

   มีสถานที่ชื่อ “อัมพลัฑฐิกะ” อยู่ด้านทิศตะวันออกของโลหปราสาท พระเถระผู้กล่าวคัมภีร์ทีฆนิกาย นั่งอยู่ในสถานที่นั้น เริ่มสวดพรหมชาลสูตร แม้ในเวลาที่พระเถระเหล่านั้นสวดจบ แผ่นดินก็ได้ไหวไหถึงน้ำรองแผ่นดินเป็นที่สุดเหมือนกันดังนี้แล...”

   (เหตุให้แผ่นดินไหวในคราวสังคายนา ๓ ครั้งนั้น เกิดที่ประเทศอินเดีย นอกจากนั้นเป็นเหตุเกิดที่ประเทศลังกาทั้งสิ้น)

ตอนที่ ๑๔

   เมื่อตอนที่แล้วท่านได้ยกตัวอย่าง “ผู้ที่รับผลบุญเห็นทันตา ๗ คน” คือ

   นายสุมนมาลาการ ๑ พราหมณ์เอกสาฎก ๑ นายปุญญะ ๑ พระนางมัลลิกาเทวี ๑ พระนางสุปิยอุบาสิกา ๑ นางปุณณทาสี ๑

   ในตอนนี้จึงขอนำเรื่องราวที่มีในพระสูตรมาให้ทราบประวัติแต่เพียงโดยย่อ เอาเฉพาะบางท่านเท่านั้น เพราะส่วนใหญ่หลวงพ่อเคยเล่าให้ฟังบ้างแล้ว จึงขอเริ่มท่านแรกเลย

นายสุมนมาลาการ

   สมเด็จพระบรมศาสดาทรงปรารภนายสุมนมาลาการ ผู้เก็บดอกมะลิไปถวายพระเจ้าพิมพ์พิสารทุกวัน วันหนึ่งเขาได้พบพระศาสดาทรงเปล่งฉัพพรรณรังสีรัศมี ๖ ประการ เสด็จเข้าสู่พระนครเพื่อบิณฑบาต พร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์เป็นวริวาร

   เขาจึงมีจิตยินดีเลื่อมใส ได้ตัดสินใจเอาดอกมะลิที่ตนจะต้องนำไปถวายพระราชา ด้วยคิดว่า เมื่อพระราชาไม่ทรงได้ดอกไม้ จะทรงฆ่าเราหรือขับไล่เสียจากแว่นแคว้น เราก็ยอมทุกอย่าง

   เมื่อคิดดังนี้แล้ว จึงได้ยอมสละชีวิตของตนเพื่อเป็นพุทธบูชา เขาได้ชัดดอกมะลิที่ละ ๒ กำ ขึ้นไปเบื้องบนแห่งพระตถาคต ปรากฎเป็นที่อัศจรรย์ ดอกมะลิทั้ง ๘ กำ ๘ ทะนาน ได้ลอยเป็นตาข่ายแวดล้อมพระพุทธเจ้าทั้ง ๔ ด้าน

   พระเจ้าพิมพิสารทรงทราบก็เลื่อมใส ได้พระราชทานสมบัติเป็นอันมากแก่นานสุมนมาลาการนั้น พระบรมศาสดาจึงตรัสพยากรณ์ด้วยเหตุนี้ว่า

    “อานนท์ เธออย่าได้กำหนดว่า การกระทำนี้มีประมาณเล็กน้อย การที่นายมาลาการได้สละชีวิตพระทำการบูชา ด้วยความเลื่อมใสในเราแล้ว จักดำรงอยู่ในเทวดาและมนุษย์ จักไม่ไปสู่ทุคติหลอดแสนกัปภายหลังเขาจักเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า นามว่า “สุมนะ”

พระนางมัลลิกาเทวี

   ในกรุงสาวัตถีมีธิดาช่างดอกไม้ผู้ใหญ่คนหนึ่ง เป็นผู้มีรูปร่างสวยงามยิ่ง เป็นผู้มีบุญมาก มีอายุ ๑๖ ปี

   อยู่มาวันหนึ่ง ธิดาของช่างดอกไม้นั้นเอาขนมถั่วใส่กระเช้าดอกไม้ ออกไปที่สวนดอกไม้ ก็ได้พบองค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดากับทั้งพระภิกษุสงฆ์เสด็จเข้าไปบิณฑบาตในพระนครก็ดีใจ จึงเอาขนมเหล่านั้นใส่ลงในบาตของพระศาสดา ไหว้แล้วก็เกิดปีติมีพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ แล้วยืนอยู่

   เมื่อสมเด็จพระบรมครูทอดพระเนตรดูแล้วทรงยิ้ม ก็ตรัสว่า

   “อานนท์ กุมาริกานี้จักได้เป็นอัครมเหสีของพระราชาโกศลในวันนี้ ด้วยผลที่ถวายขนมถั่ว” ดังนี้แล้วก็เสด็จไป

   ฝ่ายธิดาช่างดอกไม้นั้น ไปถึงสวนดอกไม้แล้ว ก็ร้องแพลงเก็บดอกไม้ไป ในวันนั้นเอง พระเจ้าปเสนทิโกศล ผู้ทรงสู้รบกับพระเจ้าอชาตศรัตรู เวลาพ่ายแพ้ก็เสด็จหนีขึ้นทรงม้าเสด็จมา ได้ทรงสดับเสียงร้องแพลงแห่งกุมาริกานั้น ก็มีพระทัยหฤทัยปฎิพัทธ์

   พระบาทท้าวเธอจึงเสด็จไปที่สวนดอกไม้ทรงทราบว่ากุมาริกานั้นยังไม่มีสามี จึงโปรดให้ขึ้นนั่งบนหลังม้า ห้อมล้อมด้วยพลนิกายเสด็จเเข้าสู่พระนคร แล้วโปรดให้ส่งกุมาริกานั้นกลับไปสู่เรือนตระกูล พอถึงเวลาเย็นก็โปรดให้รับมาด้วยสักการะใหญ่ อภิเษกบนกองแก้วแล้วตั้งให้เป็นพระอัครมเหสี

   พระนางมัลลิกานั้น ได้เป็นที่โปรดปรานของพระราชา เป็นที่คุ้นเคยกระทั่งพระพุทธเจ้าเป็นต้น ปรากฎพระนามว่า “พระนางมัลลิกาเทวี” ดังนี้

พระนางโคปาลมาตาเทวี

   ในครั้งพระพุทธเจ้าตรัสรู้ใหม่โน้น มีนิคมหนึ่งชื่อว่า “นาลินิคม” ที่นิคมนั้นมีธิดาเศรษฐีอยู่ ๒ คน คนหนึ่งเมื่อมารดาบิดาล่วงลับไปแล้วก็ยากจน จึงได้อาศัยอยู่กับพี่เลี้ยง แต่มีร่างกายสวยดี มีผมยาวกว่าสตรีอื่น

   อีกคนหนึ่งเป็นคนยังมั่งมีอยู่ แต่เป็นคนมีผมน้อย ได้เคยให้สาวใช้ไปขอชื่อผมของธิดาเศรษฐีนั้นเป็นราคาตั้งร้อยตั้งพันก็ไม่อาจซื้อได้

   ในวันนั้น ธิดาเศรษฐีผู้มีผมยาวได้เห็น พระมหากัจจายนะ เดินมาเที่ยวบิณฑบาตกับพระภิกษุ ๗ องค์ แต่ก็ไม่ได้อะไรในนิคมนั้น จึงให้พี่เลี้ยงไปนิมนต์พระเถระเหล่านั้น ให้ขึ้นมานั่งบนเรือน แล้วธิดาเศรษฐีก็เข้าห้องให้พี่เลี้ยงตัดผมของตน แล้วบอกว่า

   “พี่จงเอาผมเหล่านี้ไปให้แก่ธิดาเศรษฐี ซึ่งไม่มีผมชื่อโน้น เขาให้สิ่งใดมาก็จงนำสิ่งนั้นมา เราจะได้ถวายบิณฑบาตแก่พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายด้วยสิ่งนั้น” แล้วก็ใช้ให้พี่เลี้ยงไป

   พี่เลี้ยงได้ไปทำอย่างนั้นแล้วได้เงิน ๘ กหาปณะ (๘ ตำลึง) มาให้แก่ธิดาเศรษฐีนั้นก็ให้ไปชื้ออาหารมา ๘ สำหรับ ๆ ละ ๑ ตำลึง แล้วถวายแก่พระเถระทั้งหลาย ส่วนตนเองหลบลี้อยู่ในห้อง

   พระมหากัจจายนะรู้เหตุการณ์นั้นแล้วจึงเรียกให้ออกมา ธิดาเศรษฐีนั้นก็ได้ออกมาด้วยความเคารพพระเถระเจ้า ไหว้พระเถระทั้งหลายแล้วก็เกิดศรัทธาแรงกล้า

   ธรรมดาทานที่บุคคลถวายในเนื้อนาที่ดีย่อมให้ผลในปัจจุบัน เพราะฉะนั้น ผมของธิดาเศรษฐีนั้น จึงกลับเป็นปกติขึ้นพร้อมกับเวลาไหว้พระเถระเจ้า

   พระเถระรับบิณฑบาตแล้ว ก็พากันเลื่อนลอยขึ้นสู่เวหาต่อหน้าธิดาเศรษฐีนั้นแล้วไปลงที่กาญจนอุทยาน จึงได้ฉันในที่นั้น นายอุทยานได้เห็นพระเถระนั้น จึงไปกราบทูลพระราชา

   พระราชาจัณฑปัชโชต ได้เสด็จไปหาที่พระราชอุทยานพอดีพระเถระฉันเสร็จแล้ว พระบาทท้าวเธอก็กราบไหว้แล้วตรัสถามว่า วันนี้ท่านทั้งหลายได้อาหารที่ไหน พอได้ทรงสดับเรื่องดังกล่าวนี้แล้ว จึงเสด็จกลับพระราชนิเวศน์แล้วโปรดให้ไปรับธิดาเศรษฐีนั้น มาตั้งให้เป็นอัครมเหสีในวันนั้น

   ต่อมาภายหลังเมื่อพระอัครมเหสีนั้นได้พระราชโอรสแล้ว จึงทรงตั่งชื่อว่า “โคบาลกุมาร” เหมือนกับชื่อมหาเศรษฐีผู้เป็นตา จึงปรากฎพระนามว่า “พระนางโคบาลมาตาเทวี” ตามชื่อแห่งพระราชโอรส

   พระนางมีความเลื่อมใสต่อพระเถระยิ่งนัก จึงโปรดสร้างวัดถวายพระเถระไว้ในกาญจนอุทยานนั้น ดังนี้

นางสุปียอุบาสิกา

   ในกาลที่สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จอยู่ในป่าอิสิปตนมิคทายวัน ครั้งนั้นมี สุปิยอุบาสกและสุปิยอุบาสิกา ได้เป็นอุปัฎฐากพระภิกษุทั้งหลาย ด้วยความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา

   วันหนึ่งได้ทราบว่า มีภิกษุองค์หนึ่งฉันยาประจุรุถ่าย ปรารถนาจะฉันแกงเนื้อสักหน่อย สุปิยอุบาสิกา ก็รับว่าจะหามาถวาย จึงกลับไปยังเรือนใช้ไห้คนไปซื้อเนื้อ อันเขาขายอยู่ในในตลาดนั้น ปรากฎว่าหาซื้อเนื้อที่ตายแล้วมิได้เลย

   สุปิยอุบาสิกาจึงคิดว่า พระภิกษุที่อาพาธนั้น มิได้ฉันแกงเนื้อแล้วอาจจะอาพาธหนัก หรืออาจจะถึงตายได้เป็นมั่นคง และได้ตัวเราได้รับปากไว้แล้ว จึงได้ตัดสินใจเอามีดเชือดเนื้อที่ขาของตน แล้วส่งให้ทาสีว่า

   “เจ้าจงต้มแกงเนื้อนี้แล้ว จงนำไปถวายแก่พระภิกษุไข้ชื่อนั้น ๆ ถ้าผู้ใดถามว่าฉันไปไหนจงบอกว่าฉันเป็นไข้อยู่”

   สิปิยอุบาสิกาสั่งดังนั้นแล้ว จึงเอาผ้าห่มพันขาเข้าไว้ แล้วเข้าห้องขึ้นนอนอยู่บนเตียงนั้น ลำดับนั้น สิปิยอุบาสกไปยังเรือนสุปิยอุบาสิกาแล้วถามว่า

   “นางสุปิยาไปไหน?”

    ทาสีจึงบอกว่า “นางนอนอยู่ในห้อง”

   สุปิยอุบาสกจึงเข้าไปถาม เมื่อได้ทราบความดังนั้นแล้ว จึงสรรเสริญว่า

   “อัศจรรย์จริง ๆ แล้วหนอ...สุปียานี้มีศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาจริง ๆ แม้กระทั้งเนื้อหนังในกายตัวยังบริจากได้ จะว่าไปใยถึงสิ่งของภายนอกกายเหล่านั้นเล่า ซึ่งว่าจะมิได้ให้นั้นจะมิได้มีเลย”

   แล้วจึงไปอาราธนาพระพุทธองค์ พร้อมกับพระภิกษุสงฆ์ทั้งปวง เพื่อจะให้เป็นบุญปีติปราโมทย์ในวันรุ่งเช้า ครั้นพระพุทธเจ้าเสด็จไปยังเรือนนั้นแล้ว จึงตรัสถามสุปิยอุบาสกว่า

   “สุปิยอุบาสิกาไปไหนจึงไม่เห็น?”

   สุปิยอุบาสกจึงกราบทูลว่า

   “นางป่วยไข้อยู่ พระพุทธเจ้าข้า”

   จึงมีพระพุทธฎีกาตรัสว่า

   “ท่านจงช่วยพยุงมาที่นี่เถิด”

   อุบาสกรับพระพุทธฎีกาแล้ว จึงไปพยุงนางออกมาสู่สำนักพระพุทธเจ้า แต่พอนางสุปิยอุบาสิกาได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าเท่านั้นแผลอันใหญ่นั้นก็งอกเนื้อหนังเป็นปกฎิขึ้นดังเก่า คนทั้งสองจึงถวายภัตตาหารอันประณิตแก่พระภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธองค์ทรงเป็นประธาน ดังนี้

   (ผลบุญที่บุคคลเหล่านี้กระทำแล้ว ด้วยการบูชายิ่งกว่าชีวิตของตน ได้ให้ผลทันทีในปัจจุบันนี้ เรื่องเหล่านี้ได้เกิดขึ้นแล้ว ในสมัยพระพุทธองค์ยังทรงพระชนม์อยู่

   ต่อไปจะเป็นเรื่องที่อัศจรรย์ยิ่งขึ้นไปอีก เพราะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในสมัยที่ยังว่างจากพระศาสนา เป็นกาลที่พระพุทธเจ้ายังมิได้ทรงอุบัติ แต่บุคคลเหล่านั้นได้ขึ้นไปบนสวรรค์ทั้งเป็น มี ๔ ท่าน ดังนี้

    โคตติลคันธพพราชา ๑ สมธินราชา ๑ เนมิราช ๑ มันธาตุราชา ๑ (บุคคลทั้ง ๔ ท่านนี้ ได้ขึ้นไปบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ด้วยกายที่เป็นมนุษย์ ความจริงผู้มีชื่อทั้ง ๔ นี้ มิใชอื่นไกล เป็นสมเด็จพระจอมไตรองค์ปัจจุบันนี้เอง ได้เกิดขึ้นในสมัยที่เสวยพระชาติเป็นพระโพธสัตว์” นั้นเอง)

โคตติลคันธัพพราชา

   ในคราวที่ พระมหาโมคคัลลาน์ ได้ขึ้นไปที่ดาวดึงส์สวรรค์ ได้พบนางเทพธิดา ๓๖ องค์ ในวิมาน ๓๖ หลัง ซึ่งตั้งอยู่เป็นลำดับไป เมื่อได้กลับมาแล้วจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระพุทธองค์ให้ทรงทราบ พระพุทธเจ้าจึงตรัสเล่าว่าเรื่องอดีตของพระองค์ให้ฟังว่า

   ในอดีตกาล เมื่อครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์ได้เกิดในตระกูล “คันธัพพะ” คือ พระกูลดีดสีตีเป่า เป็นผู้มีศีลปะปรากฎทั่วไป เป็นอาจารย์ชื่อว่า “โตติลบัณฑิต”

   มีนักดีดสีตีเป่า ชื่อว่า “มุสิละ”อยู่เมืองอุชเชนี ได้มาขอเรียนด้วย เมื่อเรียนจบแล้วจึงขออาจารย์ไปแสดงศีลปะถวายพระราชาพระราชาโปรดให้อยู่ด้วย แล้วจะให้รางวัล ครึ่งหนึ่งของเบี้ยเลี้ยงที่ให้แก่อาจารย์

   นายมุสิละทูลขอให้เท่ากับอาจารย์ แต่พระราชาตรัสว่า ธรรมดาอาจารย์ย่อมใหญ่กว่าศิษย์ เราจักให้เจ้ากึ่งหนึ่ง นายมุสิละจึงกราบทูลขอทอดพระเนตรศีลปะของตนกับอาจารย์

   ฝ่ายพระโพธิ์สัตว์ได้รู้ข่าวเช่นนั้น คิดว่าอาจจะพ่ายแพ้เพราะความแก่เฒ่าชราของตน จึงคิดฆ่าตัวตาย พอเดินเข้าไปในป่าจะผูกคอตาย แต่พอนึกกลัวตายก็กลับมาอีก เดินกลับไปกลับมาอย่างนี้จนหญ้าเตียนไป

   พระอินทร์จึงลงมาปรากฎในอากาศทรงทราบเหตุดังนั้นแล้ว จึงแนะนำวิธีดีดพิณแก่พระโพธิสัตว์ พร้อมกับให้บ่วง ๓ บ่วงตรัสว่าเมื่อเสียงพิณดังแลัว ท่านจงโยนบ่วงๆ หนึ่งขึ้นไปในอากาศ จักมีนางฟ้าลงมาฟ้อนอยู่ข้างหน้าของท่าน

   เมื่อถึงวันประลองปรากฎว่า นายมุสิละก้ต้องพ่ายแพ้แก่อาจารย์ มหาชนได้พากันลุกฮือเข้าทำร้ายจนถึงแก่ความตาย พระราชาทรงโปรดให้พระราชทานทรัพย์เป็นอันมากแก่พระโพธิ์สัตว์ ฝ่ายชาวเมืองก็กระทำตามอย่างพระราชา

   สมเด็จอมรินทราได้ตรัสเล่าเรื่องนี้แก่เหล่าเทพธิดา พวกเทพธิดาจึงกราบทูลว่า หม่อมฉันอยากเห็นอาจารย์ ขอได้โปรดให้ไปนำมาในที่นี้ ท้าวโกสีย์จึงตร้สสั่งตรัสสั่งให้มาตลีเทพสารถี นำเวชยันตรถไปเชิญมา

   เมื่อพระโพธิ์สัตว์ขึ้นมาถึงแล้ว จึงได้แสดงศีลปะในการดีดพิณให้ฟัง เมื่อจบแล้ว จึงขอให้เทพธิดาทั้งหลายเล่าถึงบุญกุศลที่เป็นความดีให้ฟัง นางเทพกัญญาเหล่านั้นได้เล่าให้ฟังว่า ตนเองเคยเกิดในสมัยพระพุทธกัสสป ล้วนแต่ได้ถวายทานต่าง ๆ กันทั้งนั้น

   ครั้นล่วงไป ๗ วัน ท้าวสักกเทวราช จึงรับสั่งให้ท่านมาตลี อัญเชิญพระโพธิ์สัตว์กลับลงไปสู่กรุงพาราณสี เวลากลับมาแล้วก็ได้เล่าเหตุการณ์ ตามที่ตนได้ไปเห็นในสวรรค์ให้คนทั้งหลายฟัง

   จำเดิมแต่นั้นมา คนทั้งหลายก็มีความอุตสาหะในการทำบุญกุศล ส่วนพระโพธิ์สัตว์ก็มั่นอยู่ในการให้ทาน รักษาศีล แล้วได้ขึ้นไปเกิดในสวรรค์

   เมื่อพระพุทธองค์ทรงแสดงเรื่องนี้ให้พระโมคคัลลาน์ฟัง จึงทรงประชุมชาดกว่า นายมุสิละ ในคราวนั้นได้มาเกิดเป็น พระเทวทัต ในคราวนี้ ทัาวโกสีย์ ได้มาเกิดเป็น พระอนุรุทธ พระราชา ได้มาเกิดเป็น อานนท์

    โคตติลบัณฑิต ได้มาเกิดเป็น เราตถาคต ในบัดนี้

สาธินราชา

   ในอาดีตกาลพระโพธิ์สัตว์เป็นพระราชาทรงพระนามว่า “สาธินะ” ในเมืองมิถิลา รับสั่งให้สร้างโรงทานไว้ ๖ แห่ง แล้วทรงบริจากทรัพย์ ๖ แสนทุกวัน ทรงรักษาศีล ๕ บ้าง ทรงรักษาอุโบสถศีลบ้าง

   แม้พวกชาวเมืองก็ตั้งอยู่ในโอวาทของพระองค์ ทำบุญให้ทานเป็นต้น ตายไปก็ไปเกิดในสวรรค์ทั้งนั้น ได้ไปนั่งที่เทวสภานั้นแล้วต่างก็พรรณาคุณแห่งศีลและอาจาระ คือความประพฤติของพระราชาอยู่ทีเดียว ฝ่ายเทพยดาที่เหลือฟังคุณกถานั้นแล้ว มีความประสงค์จะเห็นพระราชา

   ท้าวสักกะทรงทราบความใจของทวยเทพเหล่านั้น จึงทรงบัญชามาตลีเทพบุตรว่า ท่านจงไปนำพระเจ้าสาธินะมาด้วยเวชยันตรถ มาตลีเทพบุตรจึงลงไปสู่เมืองมิถิลานำพระองค์มา ทวยเทพพร้อมด้วยพระอินทร์เห็นพระองค์แล้วต่างร่าเริงยินดี ทำการต้อนรับแล้ว

   ที่นั้นท้าวสักกะได้แบ่งเทพนคร นางอัปสรโกฎิครึ่ง และเวชยันตปราสาทครึ้งหนึ่งให้แก่พระเจ้าสิธินะ พระบาทท้าวเธอเสวยทิพยสมบัติอยู่ ๗๐๐ ปีล่วงไปแล้ว โดยการนับอย่างมนุษย์ ต่อมาบุญอันเป็นเหตุอยู่ในเทวโลก โดยอัตภาพนั้นสิ้นแล้ว ความไม่ยินดีก็เกิดขึ้น

   องค์อมรินทร์ทรงทราบเหตุนั้น จึงทรงบัญชาให้มาตลีเทพบุตรนำลงไปลงที่อุทยาน นายอุทยานเห็นดังนั้นแล้ว ได้กราบทูลแก่ พระเจ้านารทะ ผู้เป็นพระปนัดดาองค์ที่ ๗ ของพระองค์ (ทราบว่าเวลานั้นคนมีอายุขัย ๗๐๐ ปี)

   ฝ่ายพระเจ้านารทะเชิญให้เสวยราชสมบัติแล้ว พระเจ้าสาธินะตรัสว่า เราไม่มีความต้องการด้วยราชสมบัติ เพราะว่าเรามาในที่นี้เพื่อต้องการทำบุญ เรามีความประสงค์ที่จะให้ทานซึ่งหยุดเสียตั้ง ๗๐๐ ปี เพียง ๗ วันเท่านั้น

   พระเจ้านารทะจึงทรงจัดแจงมหาทานพระโพธิ์สัตว์ทรงให้ทานตลอด ๗ วัน ในวันที่ ๗ สวรรคตแล้ว บังเกิดในภพดาวดึงส์นั้นเอง ดังนี้

มันธาตุราชา

   เมื่อสมเด็จพระบรมศาสดาประทับอยู่ที่พระเชตวนาราม ทรงปรารภภิกษุผู้มีความฝักใฝ่ใคร่จะสึกรูปหนึ่งให้เป็นต้นเหตุ แล้วจึงทรงแสดงชาดกนี้แก่ภิกษุทั้งหลายว่า

    “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อันความปรารถนา ในกามารมณ์ยากที่จะให้เพียงพอได้ เรื่องนี้นักปราชญ์ในปางก่อน ผู้มีอำนาจแผ่ไปในมนุษย์และสวรรค์ ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่อาจให้เพียงพอกับความปรารถนาในกามารมณ์ได้”

   ในต้นภัทรกัปนี้ที พระเจ้ามหาสมมุติราช พระองค์หนึ่ง ได้เสวยราชสมบัติเป็นพระบรมกษัตย์องค์แรกในโลก พระองค์มีพระราชโอรสทรงพระนามว่า พระเจ้าโรชราช แล้วมีพระราชโอรสสืบราชสมบัติติดต่อกันดังนี้ คือ

   พระเจ้าวรโรชราช พระเจ้ากัลยาณบดี พระเจ้าอุโบสถราช พระเจ้าวรอุโบสถ และพระเจ้าวรอุโบสถนี้มีพระราชโอรสทรงพระนามว่า พระเจ้ามันธาตุราช

   พระเจ้ามันธาตุราชนั้น ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราชบริบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีฤทธาภินิหารแผ่ไปในทวีปใหญ่ทั้ง ๔ มีทวีปน้อย ๒ พันเป็นบริวาร แต่ถึงอย่างนั้นพระองค์ก็ยังไม่พอพระราชประสงค์

   วันหนึ่งพระองค์จึงทรงตบพระหัตถ์เบื้องซ้ายและเบื้องขวา เพื่อให้ห่าฝนแก้ว ๗ ประการ ตกลงมาจากอากาศดารดาษไปทั่วพื้นปฐพี จึงตรัสถามหมู่อำมาตย์ว่า

   ในที่ใดจะมีความสำราญยิ่งไปกว่านี้ ?”

   “สวรรค์ชั้นจาตุมหาราชพระพุทธเจ้าข้า”

   พระองค์จึงเสด็จขึ้นทรงจักรแก้ว พร้อมด้วยหมู่อำมาตย์ ตามเสด็จขึ้นไปสู่ชั้นจาตุมหาราช เมื่อมหาราชทั้ง ๔ ได้ทราบ จึงพาหมู่เทพนิกรออกไปต้อนรับอย่างมโหฬารเชิญให้ผ่านสมบัติชั้นจาตุมหาราชอยู่ตลอดกาลนาน ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่พอพระราชประสงค์อีก จึงตรัสถามท้าวมหาราชทั้ง ๔ ว่า

   “ที่มีความสำราญยิ่งกว่านี้ ยังมีอีกหรือไม่ ?”

   ท้าวมหาราชทั้ง ๔ จึงกราบทูลว่า

   “ยังมีอีก คือ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์”

   พระองค์จึงทรงจักรแก้วพร้อมด้วยราชบริพาร บ่ายพระพักตร์สู่ดาวดึงส์เทวสถาน ท้าวมัฆวานเทวราชผู้เป็นใหญ่ จึงพาเทพบุตรเทพธิดาทั้งหลาย เสด็จออกไปต้อนรับแห่แหนเข้าสู่ดาวดึงส์

   ส่วนขุนพลแก้วก็พาจักรแก้วกับบริวารกลับสู่มนุษย์โลก แล้วท้าวมัฆวานเทวราชจึงแบ่งทิพย์สมบัติในดาวดึงส์ ถวายพระเจ้ามันธาตุราชกึ่งหนึ่ง

   จำเดิมแต่นั้นมาพระราชาทั้งสองพระองค์ คือ พระเจ้ามันธาตุราชกับท้าวมัฆวานเทวราชได้เสวยทิพย์สมบัติอยู่ในดาวดึงสืบต่อไปกำหนดนับได้ ๓ โกฎิ ๖ หมื่นปีในมนุษย์ ท้าวมัฆวานองค์ใหม่อุบติขึ้นแทนโดยอุบายนี่ล่วงไปได้ ๓๖ ชั่วพระอินทร์ ซึ่งเรียกท้าวมัฆวานเทวราช

   ครั้นถึงพระอินทร์องค์ที่ ๓๗ พระเจ้ามันธาตุราชจึงทรงดำริว่า ต้องการอะไรที่เราจะเสวยทิพย์สมบัติให้เป็นสุขแต่เราผู้เดียว

   ครั้นทรงพระดำริอย่างนี้แล้วก็ไม่สามารถจะปลงพระชนม์ท้าวมัฆวานเทวราชนั้นได้ จึงทรงเป็นทุกข์ในพระราชหฤทัย ทั้งชราภาพก็เบียดเบียนพระวรกาย จึงพลัดตกลงมาจากเทวโลกสู่พระราชอุทยานของพระองค์ ด้วยเหตุว่าธรรมดามนุษย์ย่อมไม่แตกกายทำลายขันธ์ในเทวโลก

   แต่เมื่อถึงพระราชอุทยานแล้ว ก็หาเป็นอันตรายไม่ นายอุทยานจึงนำความไปกราบทูลแก่ราชตระกูล ราชตระกูลก็พากันออกมาจัดที่บรรทมถวายในพระราชอุทยาน ในขณะนั้น อำมาตย์ทั้งหลายจึงกราบทูลว่า

   “บัดนี้จักให้ข้าพระบาททั้งหลายทำอย่างไร ?”

   พระบาทท้าวเธอตรัสตอบว่า

    “ท่านทั้งหลาย จงประกาศให้มหาชนรู้ทั่วกันว่า เราได้เสวยสมบัติจักรพรรดิราชและทิพย์สมบัติ ในสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชและชั้นดาวดึงส์ อยู่ตลอดกาลนาน ก็ยังไม่เพียงพอแก่ความปรารถนาในกามารมณ์ จึงพลัดตกลงมาจากเทวสถาน มาอยู่ในพระราชอุทยานนี้ บัดนี้ได้เสด็จสวรรคตแล้ว"”

   ครั้นตรัสดังนี้แล้ว ก็เสด็จไปตามยถากรรมของพระองค์ กำหนดนับพระชนมายุของพระองค์ได้ ๑ อสงไขย

   ครั้นสมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาทรงนำมาซึ่งอดีตเทศนาอย่างนี้แล้ว จึงตรัสว่า

    “ยาวตา จันทิมสริยา ปริหรันติ ฯลฯ สัมมาสัมพุทธสาวโก...แปลว่า

   พระจันทร์และพระอาทิตย์ทั้งหลาย ย่อมหมุ่นเวียนรอบเขาสิเนรุราช เปล่งรัศมีโอภาสไปในทิศทั้งหลาย มีประมาณเท่าใด คนและสัตว์ทั้งสิ้นที่อาศัยอยู่ในแผ่นดินมีประมาณเท่านั้นล้วนแต่เป็นทาสของ พระเจ้ามันธาตุราชสิ้น

   แต่ถึงอย่างนั้น พระเจ้ามันธาตุราชก็ยังไม่พอพระราชประสงค์ ด้วยห่าฝนแก้ว ๗ ประการที่ทรงบันดาลให้ตกลงมาเพื่อสงเคราะห์ทาสทั้งหลายของพระองค์

   บัณฑิตรู้แล้วว่า กามารมณ์ทั้งหลายเป็นของมีสุขน้อย มีทุกข์มาก จึงไม่ยินดีกามารมณ์อันเป็นทิพย์ สาวกแห่งสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ย่อมยินดีแต่พระธรรมเครื่องสิ้นตัณหาเท่านั้น”

   ครั้นสมเด็จพระภควันต์บรมศาสดาโปรดประทานพระธรรมเทศนาอย่างนี้แล้ว จึงทรงแสดงอริยสัจสืบต่อไป ภิกษุผู้มีความกระสันอยากสึกนั้น ก็ได้สำเร็จพระโสดาปัตติผล ส่วนภิกษุทั้งหลายที่มาด้วยกัน ก็ได้บรรลุมรรคผลตามวาสนาบารมีของตน ๆ

   แล้วสมเด็จพระทศพลจึงทรงประชุมชาดกว่า พระเจ้ามันธาตุราชบรมจักรพรรดิ ในครั้งนั้น คือ เราตถาคตในบัดนี้แล”

   (ขอยุติเรื่องราวไว้เพียงแค่นี้ จึงขอเข้าสู่ปัญหาของพระยามิลินท์ต่อไป)