ปัญหาที่ ๖
ถามเรื่องทรงบำเพ็ญ
ประโยชน์แก่สรรพสัตว์

                  พระเจ้ามิลินท์มีพระราชดำรัสถามว่า

    แต่กล่าวไว้อีกว่า พระตถาคตเจ้าเข้าไปบิณฑบาตที่บ้านพราหมณ์อันมีนามว่า    แล้วกล่าวไว้อีกว่า เมื่อพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมปริยาย อันเปรียบด้วยกองเพลิงให้ภิกษุทั้งหลายฟัง จิตของภิกษุ ๖๐ รูปหลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลาย ภิกษุอีก ๖๐ รูปก็ได้สึกไป ส่วนอีก ๖๐ รูป ก็อาเจียนเป็นโลหิตออกมา

    ข้าแต่พระนาคเสน ถ้าพระตถาคตเจ้ามีแต่กำจัดสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ของสัตว์ทั้งหลาย แล้วเพิ่มสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้ คำว่า “เมื่อพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมปริยาย อันเปรียบกองเพลิง โลหิตร้อน ๆ ก็พลุ่งออกจากปากของภิกษุ ๖๐ รูปนั้นก็ผิด”

   ถ้าคำว่า “เมื่อพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมปริยายอันเปรียบด้วยกองเพลิง โลหิตร้อน ๆ ก็พลุ่งออกจากปากของภิกษุ ๖๐ รูปนั้นถูก” คำว่า “พระพุทธเจ้าทรงกำจัดสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ของสัตว์ทั้งหลาย เพิ่มให้แต่สิ่งที่เป็นประโยชน์นั้นก็ผิด”

   ปัญหานี้เป็นอุภโตโกฏิ ถอนได้ยากลึกมาก ได้มาถึงพระผู้เป็นเจ้าแล้ว”

   พระนาคเสนถวายพระพรว่า

   “มหาราชะ ข้อว่า พระพุทธเจ้าทรงกำจัดสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แห่งสัตว์ทั้งหลายให้ก็ถูก

   คำว่า เมื่อพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรม ปริยายอันเปรียบด้วยกองเพลิง โลหิตร้อน ๆ ของภิกษุ ๖๐ รูปได้พลุ่งออกจากปากนั้นก็ถูก

   แต่ว่าที่โลหิตร้อน ๆ พลุ่งออกจากปากของภิกษุเหล่านี่น ไม่ใช่ด้วยการกระทำของพระพุทธเจ้า เป็นการกระทำของภิกษุเหล่านั้นต่างหาก”

   “ข้าแต่พระนาคเสน การแก้อย่างนี้ไม่มีเหตุผลเพียงพอ ถ้าพระพุทธเจ้าไม่ทรงแสดงธรรมปริยาย อันเปรียบด้วยกองเพลิง หรือภิกษุเหล่านั้นไม่ได้ฟัง โลหิตร้อน ๆ จะพลุ่งออกจากปากของภิกษุเหล่านั้นหรือ ?”

   “ขอถวายพระพร ไม่พลุ่ง ต่อเมื่อผู้ปฏิบัติผิดได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าแล้ว ก็เกิดความเร่าร้อนขึ้นในกาย โลหิตร้อน ๆ ก็ได้พลุ่งออกจากปากด้วยความเร่าร้อนนั้น” “เป็นอันว่า พระตถาคตเจ้าได้ทรงกระทำให้ภิกษุเหล่านั้น อาเจียนเป็นโลหิตออกมา ข้าแต่พระนาคเสน เปรียบเหมือนงูเลื้อยเข้าไปอยู่ในรูจอมปลวก มีบุรุษคนหนึ่งต้องการฝุ่นดิน จึงไปขุดจอมปลอกนำฝุ่นไป ดินก็ได้ไปถมรูจอมปลอก งูก็หายใจไม่ได้ก็ต้องตาย จะว่างูนั้นตายเพราะการกระทำของบุรุษนั้นได้หรือไม่ ?”

   “ได้ มหาบพิตร”

   “ข้อนี้อุปมาฉันนั้นแหละพระนาคเสน ก็เป็นอันว่า ภิกษุเหล่านั้นอาเจียนเป็นโลหิตร้อน ๆ ออกมาด้วยการกระทำของพระพุทธเจ้า”

   “ข้อถวายพระพร พระพุทธเจ้าเมื่อทรง แสดงธรรมไม่ได้ทรงแสดงด้วยความคิดยินดียินร้ายอย่างไร ทรงแสดงด้วยปราศจากความยินดียินร้าย เมื่อพระตถาคตเจ้าทรงแสดงธรรม พวกใดปฏิบัติถูก พวกนั้นก็รู้ธรรม พวกใดปฏิบัติผิด พวกนั้นก็ตกไป

   บุรุษนผู้รักษาต้นมะม่วงหรือต้นหว้า ต้นมะชาง ที่กำลังมีผล ผลเหล่าใดที่มั่นคงดี ผลเหล่านั้นก็ไม่หล่น ส่วนผลเหล่าใดมีขั่วรากเน่า ผลเหล่านั้นก็หล่นไปฉันใด

   สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาก็ทรงแสดงธรรมไปตามวิธีธรรมแต่เมื่อทรงแสดงธรรม พวกใดปฏิบัติถูก พวกนั้นก็รู้ธรรม พวกใดปฏิบัติผิด พวกนั้นก็ตกไปจากธรรมฉันนั้น

   อีกประการหนึ่ง พวกชาวนาอยากจะหว่านข้าวจึงไถนา เมื่อไถนาไปหญ้าก็ต้องตายตั้งพัน ๆ ฉันนั้น สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงแสดงธรรม เพื่อให้ผู้มีบารมีแก่กล้ารู้ธรรม เมื่อทรงแสดงธรรมอยู่พวกปฏิบัติถูกก็รู้ธรรม พวกปฏิบัติผิดก็ตายไป เหมือนกับหญ้าทั้งหลายฉันนั้น

   อีกอย่างหนึ่ง เมื่อมนุษย์จะหีบอ้อยด้วยต้องการน้ำอ้อน ก็นำอ้อยเข้าเครื่องหีบ บุ้ง หนอน ตัวเล็ก ๆ ที่อยู่ในอ้อยนั้นก็ต้องตายไปฉันใด

   สมเด็จพระบรมโลกนาถก็บีบไนยสัตว์ผู้มีบารมีแก่กล้าด้วยเครื่องยนต์คือพระธรรมเพื่อให้รู้แจ้ง พวกปฏิบัติผิดก็ตายไปเหมือนตัวบุ้งตัวหนอนเล็ก ฉะนั้น”

   “ข้าแต่พระนาคเสน ถ้าอย่างนั้นพระภิกษุทั้ง ๖๐ รูปนั้น ก็ตกไปด้วยพระธรรมเทศนานั้นอย่างนั้นหรือ ?”

   “อย่างนั้น มหาบพิตร แต่อาตมาภาพขอถามว่า ช่างถากไม้ให้เกลี้ยงให้ตรงใช่ไหม ?”

   “ใช่แล้ว พระผู้เป็นเจ้า”

   “ข้อนี้ก็ฉันนั้นแหละ มหาบพิตร คือ สมเด็จพระพิชิตมารผู้รักษาบริษัท ไม่อาจให้ผู้ไม่ใช่พุทธเวไนยรู้ได้ ก็กำจัดพวกปฏิบัติผิดเสีย แล้วกระทำพวกปฏิบัติถูกให้รู้ธรรม พวกปฏิบัติผิดก็ตกไปด้วยการกระทำของตน

   อนึ่ง โจรได้ถูกควักลูกตาเสียก็มี ถูกเสียบหลาวทั้งเป็นก็มี ถูกตัดมือตัดเท้า ตัดศรีษะก็มี เพราะการกระทำของเขาฉันใด พวกปฏิบัติผิดก็ตกไปจากพระพุทธศาสนาฉันนั้น

   อีกอย่างหนึ่ง ต้นกล้วย ไม้ไผ่ แม่ม้า อัศดร ย่อมตายไปด้วยผลของตนเองฉันใด พวกปฏิบัติผิดก็ตกไปจากพระพุทธศาสนาฉันนั้น

   พวกภิกษุ ๖๐ รูป ได้อาเจียนเป็นโลหิตร้อน ๆ ออกมานั้น ไม่ใช่เป็นด้วยการกระทำของพระพุทธเจ้า หรือของผู้อื่นเลย เป็นด้วยการกระทำของตนเองต่างหาก

   อีกอย่างหนึ่ง เหมือนดังเช่นบุรุษคนหนึ่งให้ยาอมฤตแล้ว ก็หายโรคมีอายุยืนหมดจัญไร แต่อีกพวกหนึ่งตายเเพราะการกระทำไม่ดีของตน ขอถามว่าบุรุษผู้ให้ยาอมฤตนั้น จะได้บาปอย่างไรหรือ ?”

   “ไม่ได้บาปอะไรเลย ผู้เป็นเจ้า”

   “ข้อนี้ก็ฉันนั้นแหละ มหาบพิตร คือ พระตถาคตเจ้าย่อมทรงประทานธรรมอัน ไม่รู้จักตายให้แก่เทพยดามนุษย์ในหมื่นโลกธาตุ พวกใดได้อบรมวาสนาบารมีแล้ว พวกนั้นก็รู้ธรรม พวกใดไม่สมควรจะรู้ธรรม พวกนั้นก็ตกไปด้วยยาอมฤต คือพระธรรม

   พวกฟังอมตธรรมแล้วตกไปจากความเป็นสมณะนั้นก็เปรียบเหมือนพวกกินยาอมฤตแล้วตายไปฉะนั้น

   ธรรมดาโภชนะย่อมรักษาชีวิตสัตว์ทั้งปวงไว้ แต่บางคนกินแล้วก็เสียดท้องตายผู้ที่ให้โภชนะนั้นก็ไม่ได้บาปอะไร ขอถวายพระพร”

   “ข้าแต่พระนาคเสน พระผู้เป็นเจ้าแก้ปัญหาข้อนี้ โยมขอรับทราบไว้ว่าถูกต้องดีแล้ว”