ปัญหาที่ ๒
ถามเรื่องผรุส
วาจาของพระพุทธเจ้า

                 “ข้าแต่พระนาคเสน พระสารีบุตรธรรมเสนาบดี กล่าวไว้ว่า

    “พระตถาคตเจ้ามีวจีสมาจารอันบริสุทธิ์ (วาจาสุภาพ) แล้ว ไม่ต้องรักษาวจีทุจริตว่า ขออย่าให้ผู้อื่นล่วงรู้วจีทุจริตนี้ของเรา” และกล่าวอีกว่า

   “เมื่อพระสุทินกลันทกบุตรกระทำความผิด พระตถาคตเจ้าทรงปัญญัติปาราชิก ก็ได้ทรงเปล่งพระวาจาว่า พระสุทินเป็นโมฆบุรุษด้วยผรุสวาจา (วาจาหยาบคาย)”

   ด้วยเหตุที่สมเด็จพระบรมโลกเชษฐ์ตรัสเรียกว่า “โมฆบุรุษนั้น” พระสุทินก็สดุ้งใจด้วยความสดุ้งใจอย่งแรงกล้า แล้วเกิดความกินแหนงไม่อาจแทงตลอดอริยมรรคได้

   ข้าแต่พระนาคเสน ถ้าคำว่า “พระตถาคตเจ้ามีวจีสมาจารบริสุทธิ์ คือมีวาจาอ่อนโยนแล้ว ไม่มีวาจาทุจริต” นั้นถูก ข้อที่ว่า “ตรัสเรียกพระสุทินด้วยพระวาจาว่าเป็นโมฆบุรุษ เพราะความผิดของพระสุทินนั้น” ก็ผิดไป

   ถ้าคำว่า “ได้เปล่งพระวาจาเรียกพระสุทินว่าเป็นโมฆบุรุษ เพราะความผิดนั้น” เป็นของถูก ข้อที่ว่า “พระตถาคตเจ้ามีวจีสมาจารบริสุทธิ์ ไม่มีวจีทุจริตนั้น” ก็ผิดไป ปัญหานี้เป็นอุภโตโกฏิ มาถึงพระผู้เป็นเจ้าแล้ว ขอได้โปรดวิสัชนาต่อไปเถิด”

   พระนาคเสนแก้ไขว่า

   “ขอถวายพระพร ข้อที่ว่า “พระสารีบุตรเสนาบดีกล่าวไว้ว่า พระตถาคตเจ้ามีวจีสมจารวริสุทธิ์ ไม่มีวจีทุจริตที่จะต้องปิดบังไว้ด้วยคิดว่า อย่าให้ผู้อื่นรู้” ดังนี้เป็นของจริง ข้อที่ว่า “ทรงเปล่งพระวาจาว่า โมฆบุรุษเวลาจะทรงบัญญัติปฐมปาราชิก เพราะความผิดของ พระสุทินนั้น” ก็เป็นของจริง

   แต่การทรงเปล่งพระวาจานั้น ได้มีขึ้นด้วยพระหฤทัยไม่ขุ่นมัว ด้วยความไม่แข่งดีด้วยลักษณะตามเป็นจริง อะไรเป็นลักษณะจริงข้อนั้น ?

   การรู้อริยสัจ ๔ ในอัตภาพนี้จะไม่มีแก่ผู้ใด ความเป็นบุรุษของผู้นั้นก็เป็นโมฆ ซึ่งแปลว่าบุรุษเปล่า คือจะทำบุญภาวนาสักเท่าใด จะได้สำเร็จมรรคผลก็หาไม่ ผู้นั้นจึงเรียกว่า “โมฆบุรุษ” ด้วยเหตุนี้แหละ สมเด็จพระผุ้มีพระภาคเจ้าจึงได้ทรงเรียกพระสุทินว่าเป็นโมฆบุรุษ ตามความเป็นจริง ไม่ใช่ไม่เป็นจริง”

   “ข้าแต่พระนาคเสน ผู้ที่ด่าผู้อื่น ก็ย่อมด่าตามเป็นจริง แต่โยมก็ลงโทษปรับสินไหม เพราะเขามีความผิด อาศัยเรื่องที่เขาด่านั้นเป็นของจริง”

   “ขอถวายพระพร ผู้ที่กระทำผิด มหาบพิตรเคยทรงกราบไหว้ หรือลุกรับ หรือสักการบูชา หรือพระราชทานรางวัล หรือพระราชทานทรัพย์ให้มีอยู่หรือไม่ ?”

   “ไม่มีเลย พระผู้เป็นเจ้า ผู่ที่กระทำผิด ย่อมสมควรแก่การด่าว่า ขู่เข็ญ กระทั้ง ศรีษะของเขาก็ควรตัด ควรฆ่า”

   “ขอถวายพระพร ถ้าอย่างนั้น สมเด็จพระภควันต์ก็ทรงกระทำถูกแล้ว ไม่ใช่ทรงกระทำผิด

   “ข้าแต่พระนาคเสน สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าควรจะกระทำให้เหมาะ ให้ดีกว่านั้น เพราะเพียงแต่เทพยดามนุษย์ ได้ยินพระนามของพระศาสดาจารย์เท่านั้น ก็เคารพยำเกรง สะดุ้งกลัว ละอายใจอยู่แล้ว ยิ่งได้เห็นหรือได้เข้าไปเฝ้า ได้เข้าไปใกล้ ก็ยิ่งเคารพเกลงกลัว”

   “ขอถวายพระพร แพทย์ย่อมให้ยาถ่ายที่แรงกล้า ตามสมควรแก่โรคในลำใส้ เพื่อให้กัดเสมหะอันร้ายในลำใส้ออกเสีย มีบ้างไหม ?”

   “มี พระผู้เป็นเจ้า เพราะเขามุ่งความหายจากโรค”

   “ข้อนี้ก็ฉันนั้นแหละ มหาบพิตร เมื่อสมเด็จพระธรรมสามิสร์ จะทรงประทานยาถ่ายโรค คือกิเลสทั้งสิ้น ก็ได้ทรงประทายยาถ่ายที่สมควรแก่โรค คือกิเลส ถึงผรุสวาจา คือคำด่าว่า ของพระพุพทธเจ้า พระองค์ตรัสด้วยพระทัยเมตตา ก็ทำให้สัตว์ทั้งหลายรักใคร่ใจอ่อนโยนได้

   น้ำร้อนย่อมทำของอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่มียางเหนียวให้เหนียวได้ ให้อ่อนได้ฉันใด ผนุสวาจาของพระตถาคตเจ้า อันประกอบด้วยพระกรุณาก็มีประโยชน์ฉันนั้น อนึ่ง ถ้อยคำของบิดาอันประกอบด้วยกรุณา ก็มีประโยชน์แก่บุตรทั้งหลายฉันใด วาจาของพระตถาคตเจ้า ถึงจะเป็นผรุสวาจา แต่ประกอบด้วยพระกรุณาก็มีประโยชน์ฉันนั้น วาจาของสมเด็จพระทรงธรรม์ ถึงจะเป็นผรุสวาจา ก็ทำลายกิเลสของสัตว์ทั้งปวงได้

   น้ำมูต (ปัสสาวะ) โค ที่ดองยา ถึงจะมีกลิ่นเหม็น แต่เมื่อบุคคลดื่มกินเข้าไปแล้ว ก็แก้โรคทั้งปวงได้ฉันใด พระวาจาของพระตถาคตเจ้า ถึงจะเป็นผรุสวาจา ก็ไม่ทำให้เกิดทุกข์แก่ใครฉันนั้น

   ปุยนุ่นถึงจะใหญ่ เวลาตกถูกร่างกายของผุ้อื่น ก็ไม่ทำให้เจ็บปวดฉันใด พระวาจา ของพระตถาคต ถึงจะเป็นผรุสวาจา ก็ไม่ทำให้เกิดทุกข์แก่ใครฉันนั้น ขอถวายพระพร”

   “ข้าแต่พระนาคเสน ปัญหาข้อนี้พระผู้เป็นเจ้าแก้ไขดี ด้วยเหตุหลายอย่างแล้ว”

อธิบาย

    เป็นอันว่า การพูดจาหยาบตาย ด้วยเจตนามุ่งร้ายจึงจะเป็น ผรุสวาจา แต่ที่สมเด็จพระบรมศาสดาตรัสติเตียน พระสุทิน ก็เป็นเพราะเหตุว่า

   มารดาของพระสุทินพาภารยาเก่าของท่าน (ตั่งแต่สมัยที่ยังไม่ได้บวช) ซึ่งกำลังมีระดู ไปที่ป่ามหาวันชวนให้สึก หวังที่จะให้ครอบครองทรัพย์สมบัติ แต่พระสุทินไม่ยอม ครั้งนั้นยังไม่มีการบัญญัติพระวินัยห้ามเสพเมถุน พระสุทินเข้าใจว่าเป็นเรื่องที่พอจะทำได้ เพื่อให้มีบุตรไว้สืบสกุล จึงเสพเมถุนด้วยภรรยาของตน ตามคำขอร้องของมารดาว่า ช่ายสร้างพืชไว้ให้สักหน่อย

   ซึ่งต่อมานางก็ตั้งครรภ์และคลอดบุตร บุตรของพระสุทินจึงได้นามว่า  เจ้าพืช ภรรยาของพระสุทินก็ได้นามว่า มารดาของเจ้าพืช ต่อมาทั้งมารดาและบุตรออกบวช ได้สำเร็จอรหัตผลทั้งสองคน

   ความจริงพระสุทินออกบวชด้วยศรัทธาแท้ เพราะต้องอ้อนวอนบิดามารดาถึง ๓ ครั้ง และยอมนอนอดอาหารถึง ๗ วัน เพื่อให้เห็นว่าตนมีความตั้งใจจริง ต่อมาเพื่อ ๆ ช่วยอ้อนวอน บิดามารดาจึงยอมให้บวช เมื่อบวชแล้วท่านก็ตั้งใจประพฤตปฏิบัติอย่างจริงจัง

   เรื่องที่เกิดขึ้นนี้ พระสุทินจึงเกิดความไม่สบายใจขึ้นภายหลัง ถึงขนาดซูบผอมภิกษุทั้งหลายจึงติเตียนและนำความกราบทูลพระผู้มีพระภาค พระองค์จึงเรียกประชุมสงฆ์ ทรงไต่สวนแล้วจึงติเตียนว่า “เป็นโมฆบุรุษ” จึงทรงบัญญัติสิกขาบท ห้ามมิให้ภิกษุเสพเมถุน ทรงปรับบัญญัติปาราชิก แก่ภิกษุผู้ล่วงละเมิด พระสุทินจึงเป็นต้นบัญญัติในข้อ