ปัญหาที่ ๙
ถามถึงความมีอาจารย์
และไม่อาจารย์ของพระพุทธเจ้า

                 “ข้าแต่พระนาคเสน สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสคำนี้ไว้ว่า “อาจารย์ของเราไม่มีผู้เสมอเราไม่มี ผู้เปรียบกับเราในมนุษย์โลกหรือเทวโลกไม่มี” ดังนี้ แต่ตรัสไว้อีกแห่งหนึ่งว่า

    “อาฬาระ กาลามะ ผู้เป็นอาจารย์ของเราได้ยกย่องเราผู้เป็นศิษย์ว่า มีความรู้เสมอกับตน ได้บูชาเราด้วยการบูชาเยี่ยงเยี่ยม” ดังนี้

   ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า ถ้าพระตถาคตเจ้าไม่มีอาจารย์ ข้อที่ว่า “อาฬาระ กาลามะ ผู้เป็นอาจารย์ของเราได้ยกย่องเรา” นั้นถูก ข้อที่ว่า “เราไม่มีอาจารย์” นั้นก็ผิด ปัญหาข้อนนี้เป็นอุภโตโกฏิ ขอได้โปรดวิสัชนาให้สิ้นสงสัยเถิด”

   พระนาคเสนตอบว่า

   “ขอถวายพระพร ข้อที่ตรัสไว้ทั้งสองนั้นถูกทั้งนั้น แต่ข้อที่ตรัสว่า “อาฬาระ กาลามะ ผู้เป็นอาจารย์ของเราได้ยกย่องเรานั้น” ตรัสหมายถึงครั้งพระองค์ยังไม่ไม่ได้ตรัสรู้ คือในเวลานั้นมีอาจารย์สั่งสอนอยู่ถึง ๕ จำพวก คือ

    ๑. พวกพราหมณ์ทั้ง ๘ ที่เป็นผู้ทำนายพระลักษณะ ได้ถวายสวัสดิมงคล กระทำการรักษาซึ่งนับว่าเป็นอาจารย์จำพวกแรก
    ๒. สัพพมิตตพราหมณ์ ที่พระเจ้าสุทโธทนะทรงมอบให้สอนศีลปวิทยา
    ๓. เทวดา ที่ทำให้สลดพระทัยแล้วเสด็จออกบรรพชา
    ๔. อาฬารดาบสกาลามโคตร
    ๕. อุทุกดาบทรามบุตร

    อาจารย์ทั้ง ๕ จำพวกนี้ เป็นอาจารย์ในทางโลกิยธรรม ของพระโพธิสัตว์ผู้ยังไม่ได้ตรัสรู้ต่างหาก ส่วนในทางโลกุตรธรรมนั้น ไม่มีอาจารย์สั่งสอน พระองค์ทรงสำเร็จได้ด้วยพระบารมีของพระองค์เอง จึงตรัสว่าพระองค์ไม่มีอาจารย์ ขอถวายพระพร”

   ถูกต้องดีแล้ว พระนาคเสน”

   

ปัญหาที่ ๑๐
ถามถึงสมณะที่เลิศและไม่เลิศ

    “ข้าแต่พระนาคเสน สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า “ชื่อว่าเป็นสมณะเพราะสิ้นอาสวะทั้งหลาย” แล้วตรัสไว้อีกว่า “เราเรียก ผู้ที่ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ ว่าเป็นสมณะ”

   ธรรม ๔ ประการนั้น คือ ขันติ ความอดทน ๑ อัปปาหารตา ความเป็นผู้บริโภคอาหารน้อย ๑ รติวิปปหานัง การละความยินดี ๑ อากิญจัญญัง ความไม่มีอะไรเหลือ ๑

   ธรรมทั้ง ๔ นี้ ย่อมมีแก่ผู้ยังไม่สิ้นอาสวะ ผู้ยังมีกิเลส ถ้าชื่อว่าเป็นสมณะเพราะความสิ้นอาสวะทั้งหลาย เป็นของถูกแล้ว ข้อที่ว่า ผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการนี้เป็นสมณะก็ผิดไป

   ถ้าผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการนี้เป็นสมณะ ข้อที่ว่า เป็นสมณะเพราะสิ้นอาสวะนั้นก็ผิดไป ปัญหานี้เป็นอุภโตโกฏิ โปรดแก้ให้สิ้นสงสัยเถิด”

   พระนาคเสนตอบว่า

   “ขอถวายพระพร ข้อที่ตรัสไว้ทั้งสอง ประการนั้นถูกทั้งนั้น ส่วนข้อที่ตรัสไว้ว่า “ผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ชื่อว่าสมณะนั้น” ตรัสไว้ด้วยทรงถือ คุณวิเศษ เป็นสำคัญ

   ส่วนข้อที่ตรัสว่า “ชื่อว่าเป็นสมณะเพราะสิ้นอาสวะนั้น” เป็นคำที่ตรัสไว้อย่างไม่เหลือ อนึ่ง ผู้สิ้นอาสวะแล้ว ชื่อว่าเป็นสมณะยิ่งกว่าผู้ปฏิบัติเพื่อให้สิ้นกิเลสทั้งสิ้น

   ดอกไม้ที่เกิดบนบกทั้งหลาย มีดอกมะลิเป็นอย่างเลิศ ดอกไม้ที่ร้อยดีแล้ว ดีกว่าดอกไม้ที่ไม่ได้ร้อยฉันใด ข้าวสาลีดีกว่าข้าวทั้งปวงฉันใด ผู้สิ้นอาสวะแล้ว ก็เป็นสมณะดีกว่า สมณะทั้งหลายฉันนั้น ขอถวายพระพร”

   ถูกต้องแล้ว พระนาคเสน”

จบวรรคที่ ๓

 

***********