วรรคที่ ๗
ปัญหาที่ ๑
ถามอาการแห่งสติ


                        พระเจ้ามิลินท์ตรัสถามว่า “ข้าแต่พระนาคเสน สติ เกิดขึ้นด้วยอาการเท่าใด ? ”

   พระนาคเสนตอบว่า “ขอถวายพระพร สติ เกิดขึ้นด้วยอาการ ๑๗ อย่างคือ เกิดขึ้นด้วยการรู้ยิ่ง ๑ ด้วยทรัพย์ ๑ ด้วยวิญญาณอันยิ่ง ๑ ด้วยวิญญาณเกื้อกูล ๑ ด้วยวิญญาณไม่เกื้อกูล ๑ ด้วยนิมิตที่เหมือนกัน ๑ ด้วยนิมิตที่แปลกกัน ๑

    ด้วยการรู้ยิ่งกถา ๑ ด้วยลักษณะ ๑ ด้วยการระลึก ๑ ด้วยการหัดคิด ๑ ด้วยการนับตามลำดับ ๑ ด้วยการจำ ๑ ด้วยการภาวนา ๑ ด้วยการจดไว้ ๑ ด้วยการเก็บไว้ ๑ ด้วยการเคยได้พบเห็น ๑

   “ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า ข้อว่า สติเกิดขึ้นด้วยการรู้ยิ่งนั้น คืออย่างไร ? ”

   “ขอถวายพระพร สติเกิดขึ้นด้วยการรู้ยิ่งนั้น เช่นกับผู้ระลึกชาติได้ และ สติของพระอานนท์ อันฟังพระสูตรครั้งเดียวจำไว้ได้และสติของ นางขุชชุตตราอุบาสิกา ฟังพระสัทธรรมเทศนาครั้งเดียวก็จำได้ แล้วมาแสดงให้ผู้อื่นฟังได้ถ้วนถี่”

   “ข้อที่ว่า สติเกิดขึ้นด้วยทรัพย์นั้น คือ อย่างไร?”

   “ขอถวายพระพร คือคนขี้หลงขี้ลืมย่อมมีอยู่ เวลาเห็นคนเหล่าอื่นเก็บทรัพย์ของเขาไว้ก็นึงถึงทรัพย์ของตนได้ จึงเรียกว่า สติเกิดขึ้นด้วยทรัพย์”

   “ข้อที่ว่า สติเกิดด้วยวิญญาณอันยื่งนั้น คืออย่างไร?”

   “ขอถวายพระพร เหมือนอย่างพระราชาผู้ได้รับอภิเษกใหม่ หรือผู้ได้สำเร็จโสดาปัตติผลย่อมมีความรู้สึกดีใจอย่างยิ่ง ความดีใจนั้นทำให้เกิดสติ นึกถึงสิ่งต่าง ๆ ได้”

   “ข้อว่า สติเกิดด้วยวิญญาณเกื้อกูลนั้น คืออย่างไร ? ”

   “ขอถวายพระพร บุคคลได้รับความสุขในที่ใด ก็ระลึกได้ว่า ตนได้รับความสุขในที่นั้น”

   “ข้อว่า สติเกิดขึ้นด้วยวิญญาณไม่เกื้อกูลนั้น คืออย่างไร ?”

   "ขอถวายพระพร บุคคลได้รับความทุกข์ ในที่ใด ก็ระลึกได้ว่า เราได้รับความทุกข์ที่นั้น"

   “ข้อว่า สติเกิดด้วยนิมิตที่เหมือนกันนั้น คืออย่างไร?”

   “ขอถวายพระพร คือบุคคลได้เห็นผู้เหมือนกันกับมารกาบิดา พี่ชาย พี่สาว หรือ อูฐ โค ลา ของตนแล้ว ก็ระลึกถึงมารดาบิดา พี่ชาย พี่สาว อูฐ โค ลา ของตนได้”

    “ข้อว่า สติเกิดด้วยนิมิตที่แปลกกันนั้น คืออย่างไร ? ”

   “ขอถวายพระพร คือเมื่อได้รู้ได้เห็น สี กลิ่น รส สัมผัส ของผู้ที่แปลกกัน หรือสิ่งที่แปลกกัน ก็ระลึกได้ถึงสิ่งนั้น ๆ บุคลลนั้น ๆ เช่น เห็นคนขาว ก็นึกได้ถึงคนดำเป็นตัวอย่าง

   “ข้อว่า สติเกิดขึ้นด้วยการรู้ยิ่งซึ่งกถานั้น คืออย่างไร ? ”

   “ขอถวายพระพร ได้แก่ผู้ขี้หลงขี้ลืมเวลาที่มีผู้อื่นตักเตือนก็นึกได้”

   “ข้อว่า สติเกิดด้วยลักษณะนั้น คืออย่างไร ? ”

   “คือเกิดขึ้นด้วยได้รู้เห็นลักษณะแห่งคนหรือสัตว์นั้น ๆ เช่น ได้เห็นโคของผู้อื่นที่มีลักษณะเหมือนโคของตัว ก็นึกถึงโคของตัวได้”

   “ข้อว่า สติเกิดด้วยการระลึกนั้น คืออย่างไร ? ”

   "คือคนขี้หลงขี้ลืมมีผู้เตือนให้ระลึกแล้วๆ เล่า ๆ ก็ระลึกได้" "ข้อว่า สติเกิดด้วยการหัดคืดนั้น คืออย่างไร ? "

   “คือผู้ได้เรียนหนังสือแล้วย่อมรู้ได้ว่าอักษรตัวนี้ควรไว้ในระหว่างอักษรตัวนี้ส่วนอักษรตัวนี้ควรติดกันกับอักษรตัวนี้”

   “ข้อว่า สติเกิดด้วยการนับนั้น คืออย่างไร ? ”

   “คือธรรมดาผู้นับย่อมระลึกถึงสิ่งต่าง ๆ ได้มาก เพราะเมื่อนับดูก็ย่อมนึกได้ถึงสิ่งนั้น ๆ”

   “ข้อว่า สติเกิดด้วยการจำนั้น คืออย่างไร ? ”

    "คือผู้จำดีก็นึกได้สิ่งต่าง ๆ ได้”

   “ข้อว่า สติเกิดด้วยการภาวนานั้น คืออย่างไร ? ”

   “คือผู้ได้อบรมปุพเพนิวาสานุสสติญาณย่อมระลึกชาติหนหลังได้”

   “ข้อว่า สติเกิดด้วยการจดไว้นั้น คืออย่างไร ? ”

   “คือเมื่อได้อ่านดูสิ่งที่ตนจดไว้ก็นึกได้”

   “ข้อว่า สติเกิดด้วยการเก็บไว้นั้น คืออย่างไร ? ”

   “คือได้เห็นขอที่ตนเก็บไว้แล้วจึงนึกได้”

   “ข้อว่า สติเกิดด้วยการเคยพบเห็นนั้น คืออย่างไง?”

   “คือระลึกได้ด้วยได้เคยพบเห็นมาก่อนอย่างนี้แหละ มหาบพิตร ชื่อว่า สติเกิดด้วยอาการ ๑๗ อย่างนี้”

   “ถูกต้องดีแล้ว พระนาคเสน”