ปัญหาที่ ๙
ถามถึงความมาก
กว่ากันแห่งปาบและบุญ


                        “ข้าแต่พระนาคเสน บุญและปาบข้างไหนมากกว่ากัน”

    “ขอถวายพระพร บุญมากกว่าบาป บาปน้อยกว่า”

    “ข้าแต่พระผู้ป็นเจ้า ทำไมจึงว่าบุญมากกว่า บาปน้อยกว่า ?”

    “ขอถวายพระพร บุคคลทำบาปแล้ว ย่อมร้อนใจในภายหลังว่า เราได้ทำบาปไว้แล้วเพราะเหตุนั้นบาปก็ไม่ได้มากขึ้น

    ส่วนบุญเมื่อบุคคลทำเข้าแล้วไม่เดือดร้อนในภายหลัง มีแต่ปราโมทย์ ปีติ ใจสงบมีความสุข จิตเป็นสมาธิ

    เพราะฉะนั้น บุญจึงมากขึ้น ดังมีบรุษผู้มีมือมีเท้าขาดแล้ว ได้บูชาพระด้วยดอกบัวเพียงกำเดียว ก็จักได้เสวยผลถึง ๙๑ กัป ด้วยเหตุนี้แหละ จึงว่าบุญมากกว่า ขอถวายพระพร”

    “ชอบแล้ว พระผู้เป็นเจ้า”

 

ปัญหาที่ ๑๐
ถามถึงการทำบาปแห่งผู้ไม่รู้

    “ข้าแต่พระนาคเสน สมมุติว่าทีคน ๒ คน คนหนึ่งรู้จักบาป อีกคนหนึ่งไม่รู้จัก แต่กระทำบาปด้วยกันทั้งสองคน ข้างไหนจะได้บาปมากว่ากัน ?”

    “ขอถวายพระพร ข้างไม่รู้จักได้บาปมากกว่า”

    “ข้าแต่พระนาคเสน ราชบุตรของโยมหรือราชมหาอำมาต์คนใดรู้ แต่ทำผิดลงไปโยมลงโทษแก่ผู้นั้นเป็นทวีคูณ”

    “ขอถวายพระพร มหาบพิตรจะเข้าพระทัยความข้อนี้อย่างไร ..คือสมมุติว่ามีคน ๒ คน จับก้อนเหล็กแดงเหมือนกัน คนหนึ่งรู้ว่าเป็นก้อนเหล็กแดง อีกคน หนึ่งไม่รู้ คนไหนจะจับแรงกว่ากัน ?”

    “ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า คนไม่รู้จับแรงกว่า”

    “ข้อนี้ก็ฉันนั้นแหละ มหาบพิตร คือผู้ไม่รู้บาปได้บาปมากกว่า”

    “ชอบแล้ว พระนาคเสน”

 

ปัญหาที่ ๑๑
ถามถึงผู้ที่ไป
อุตตรกุทวีปและสวรรค์

    “ข้าแต่พระนาคเสน ผู้ไปสู่อุตตกุรทวีปหรือพรหมโลก หรือไปทวีปอื่นด้วยกายนี้มีอยู่หรือ ?”

    “ขอถวายพระพร มีอยู่”

    “ข้อนี้คืออย่างไร พระผู้เป็นเจ้า ?”

    “ขอถวายพระพร มหาบพิตรกระโดดที่แผ่นดินนี้ได้คืบหรือศอก?”

    “อ๋อ..โยมเคยกระโดดได้ ๘ ศอก”

    “พอโยมคิดว่าจะกระโดด กายของโยมก็เบา โยมจึงกระโดดได้ถึง ๘ ศอก”

    “ข้อนี้ก็ฉันนั้นแหละ มหาบพิตร คือภิกษุผู้มีฤืธิ์ มีอำนาจทางจิตภาวนา อธิษฐานจิตแล้ว ก็เหาะไปสู่เวหาสได้”

    “ถูกแล้ว พระนาคเสน”