พระอรหันต์ขึ้นไปเชิญ
มหาเสนะเทพบุตร

 

                      ในคราวนั้น มีพระอรหันต์ ๑๐๐ โกฎิ อาศัยอยู่ที่ ถ้ำรักขิตเลณะ   ในภูเขาหิมพานต์ ได้ทราบประวัติการณ์ของพระเจ้ามิลินท์แล้วจึงได้ขึ้นไปประชุมกันที่ยอดเขายุคันธรตามกันขึ้นว่า

    "มีพระภิกษุองค์ใด สามารถโต้ตอบกับพระเจ้ามิลินท์ ตัดความสงสัยของพระองค์ได้?"

    ถามกันอย่างนี้ถึง ๓ ครั้ง พระอรหันต์ทั้ง ๑๐๐ โกฎิก็นิ่งอยู่ ลำดับนั้น พระอัสสคุตตะ ผู้เป็นหัวหน้า จึงกล่าวขึ้นว่า

    "ดูก่อนท่านทั้งหลาย มหาเสนะเทพบุตรที่อยู่ในเกตุมดีวิมาน ทางด้านตะวันออกแห่งเวชยันตวิมานของพระอินทร์มีอยู่ มหาเสนะเทพบุตรนั้นแหละ อาจโต้ตอบกับพระเจ้ามิลินท์ได้ อาจตัดความสงสัยของพระองค์ได้"

    พระอรหันต์ทั้ง ๑๐๐ โกฎิ จึงได้พร้อมกันขึ้นไปหาพระอินทร์ที่ดาวดึงสเทวโลก พระอินทร์จึงเสด็จออกมาต้อนรับกราบไหว้แล้วถามว่า

    “ข้าแต่ท่านทั้งหลาย มีพระภิกษุสงฆ์มาเป็นอันมาก โยมนี้เป็นเหมือนกับคนวัดสำหรับรับใช้ พระภิกษุสงฆ์จะให้โยมทำ อะไร ขอได้โปรดบอกเถิด"

    พระอัสสคุตต์จึงถวายพระพรว่า

    "เวลานี้มหาราชาองค์หนึ่ง ทรงพระนามว่า "มิลินท์" อยู่ในชมพูทวีป เป็นผู้ได้เรียนศาสตร์ต่าง ๆ ไว้เป็นอันมาก ฉลาดเจรจา ไม่มีใครสู้ได้ ได้เที่ยวเบียดเบียนพระภิกษุสงฆ์ ด้วยการถามปัญหาตามลัทธิเดียรถีย์ ขอถวายพระพร"

    พระอินทร์จึงตรัสว่า

    "อ้อ...พระราชาองค์นั้น ได้จุติไปจากดาวดึงส์นี่เอง"

    “อย่างนั้นหรือ...มหาบพิตร?"

    "อย่างนั้น พระผู้เป็นเจ้า ผู้ที่จะโต้ตอบกับพระเจ้ามิลินท์ได้นั้น มีแต่มหาเสนะเทพบุตรเท่านั้น โยมจะไปอ้อนวอนเขาให้ลงไปเกิดในมนุษย์โลก

    ตรัสอย่างนี้แล้ว พระองค์ก็พาพระภิกษุสงฆ์เสด็จไปที่เกตุมดีวิมาน ทรงเข้าไปสวมกอดมหาเสนะเทพบุตรแล้ว จึงตรัสขึ้นว่า

    "นี่แน่ะ มหาเสนะผู้หาทุกข์มิได้ บัดนี้พระภิกษุสงฆ์ขอให้เจ้าลงไปเกิดในมนุษย์โลก"

    มหาเสนะเทพบุตรจึงกราบทูลว่า

    ข้าแต่มหาเจ้า ข้าพระองค์ไม่ต้องการลงไปเกิดในมนุษย์โลก เพราะมนุษย์โลกเดือดร้อนด้วยการงานมาก ข้าพระองค์จะขึ้นไปเกิดในเทวโลกชั้นสูง ๆ ต่อไป แล้วจะเข้านิพพานจากเทวโลกชั้นสูงนั้น พระเจ้าข้า"

    พระอัสสคุตตเถระจึงกล่าวขึ้นว่า

    “นี่แน่ะ ท่านผู้หาทุกข์มิได้ พวกเราได้พิจราณาดูตลอดแล้วไม่เห็นมีผู้อื่นนอกจากท่าน ที่จะสามารถทำลายถ้อยคำของพระเจ้ามิลินท์ได้ สามารถเชิดชูพุทธศาสนาไว้ได้ พระภิกษุสงฆ์จึงได้ขึ้นมาอ้อนวอนท่าน ขอท่านจงลงไปเกิดในมนุษย์โลก ยกย่องพระพุทธศาสนาไว้เถิด"

    เมื่อพระภิกษุสงฆ์อ้อนวอนอย่างนี้แล้ว มหาเสนะเทพบุตรจึงกราบทูลพระอินทร์ว่า

    "ถ้าอย่างนั้นขอพระองค์จงประทานพรแก่ข้าพองค์ ให้ข้าพระองค์ทำลายล้างถ้อยคำของพระเจ้ามิลินท์ได้ สามารถเชิดชูพระพุทธศาสนาไว้ได้เถิด พระเจ้าข้า"

    ครั้นกราบทูลดังนี้แล้ว ก็ร่าเริงดีใจ มีใจฟูขึ้น ถวายปฎิญญาแก่พระภิกษุสงฆ์ว่า ข้าพเจ้าจะลงไปเกิดในมนุษย์โลก แล้วก็ได้รับพรจากพระอินทร์ ลำดับนั้น พระภิกษุสงฆ์ถวายพระพรลา กลับลงมาสู่ถ่ำรักขิตเลณะในภูเขาหิมพานต์อีก

   

พระโรหนะเถระได้รับมอบธุระ
เพื่อให้นาคเสนกุมารได้บรรชา

    เมื่อมาถึงแล้ว พระอัสสคุตตเถระ จึงถามพระภิกษุสงฆ์เหล่านั้นว่า

    ดูก่อนท่านทั้งหลาย ภิกษุที่ไม่ได้มาในที่ประชุมสงฆ์นี้มีอยู่หรือ?"

    มีพระภิกษุองค์หนึ่งตอบว่า

    "มีอยู่ขอรับ คือ พระโรหนเถระ ท่านไปเข้านิโรธสมาบัติ อยู่ที่ภูเขาหิมพานต์ได้ ๗ วันแล้ว พวกเราควรจะใช้ทูตไปหา"

    พอดีในขณะนั้นพระโรหนเถระ ก็ออกจากนิโรธสมาบัติ นึกรู้ความประสงค์พระอรหันต์ทั้งหลายต้องการพบเรา จึงได้หายวับจากภูเขาหิมพานต์ มาปรากฎตัวที่ถ่ำรักขิตเลณะ ต่องหน้าพระอรหันต์ ๑๐๐ โกฎ

    ครั้งนั้น พระอรหันต์ ๑๐๐ โกฎ จึงกล่าวว่า

    “นี่แน่ะ ท่านโรหนะ เมื่อพระศาสนากำลังถูกกระทบกระเทือน เหตุไรท่านจึงไม่รู้จักช่วยเหลือไม่เหลียวกิจเหมือนสงฆ์?”

    พระโรหนะจึงตอบว่า

    "เป็นเพราะข้าพเจ้ามิได้กำหนดจิตไว้"

    พระสงฆ์จึงบอกว่า

    "ถ้าอย่างนั้น พวกเราจะลงทัณฑกรรมท่าน เพราะเหตุที่ท่านไม่ได้ใส่ใจในกิจของพระศาสนา"

    พระโรหนะจึงถามอีกว่า

    "จะลงทัณฑกรรมข้าพเจ้าอย่างไร?"

    พระสงฆ์ตอบว่า

    "นี่แน่ะ ท่านโรหนะ มีบ้านพราหมณ์ ตำบลหนึ่งชื่อว่า ชังคละ ข้างป่าหิมพานต์มีพราหมณ์ผู้หนึ่งชื่อว่า โสนุตตระ อยู่ในบ้านนั้น เขาจะมีบุตรชื่อว่า นาคเสนกุมาร ท่านจงพยายามพยายามไปบิณฑบาตที่ตระกูลนั้น ให้ตลอด ๗ ปีกับ ๑๐ เดือน นำเอานาคเสนกุมารออกบรรพชาให้ได้ เมื่อนาคเสนกุมารได้บรรพชาแล้วท่านจึงจะพ้นจากทัฑณกรรมนั้น