ปัญหาที่ ๙
ถามเรื่องสาร


                        “ข้าแต่พระนาคเสน คำว่า สงสาร ได้แก่อะไร ? ”

    “ขอถวายพระพร สัตว์โลกเกิดในโลกนี้ก็ตายในโลกนี้ ตายจากโลกนี้แล้วก็ไปเกิดในโลกอื่น เกิดในโลกนั้นก็ตายในโลกนั้น ตายจากโลกนั้นแล้วก็เกิดโลกอื่น การเวียนตายเวียนเกิดในโลกอื่น การเวียนตายเวียนเกิดอย่างแหละเรียกว่า “สงสาร”

    “ขอนิมนต์อุปมาด้วย”

    “ขอถวายพระพร เหมือนอย่างว่า บุรุษคนหนึ่งกินมะม่วงสุก แล้วปลูกเมล็ดไว้ เมล็ดมะม่วงนั้น ก็เกิดเป็นต้นมะม่วงใหญ่ขึ้น จนกระทั้งมีผลมะม่วง บุรุษนั้นก็กินมะม่วงสุกจากมะม่วงต้นนั้น แล้วปลูกเมล็ดมะม่วงไว้อีก

    เมล็ดมะม่วงนั้นก็เกิดเป็นต้น มะม่วงใหญ่โตขึ้นจนมีผล ต้นแก่ก็ตายไป ที่สุดเบื้องต้นแห่งต้นมะม่วงเหล่านั้น ย่อมไม่ปรากฏว่ามีมาเมื่อไร ข้อนี้มีอุปมาฉันใด การเวียนตายเวียนเกิดของสัตว์ทั้งหลาย ก็ไม่ปรากฏเบื้องต้นฉะนั้น”

    “แก้ถูกดีแล้ว พระผู้เป็นเจ้า”

 

ปัญหาที่ ๑๐
ถามถึงเหตุที่
ให้ระลึกถึงสิ่งที่ล่วงแล้วได้

    “ข้าแต่พระนาคเสน บุคคลระลึกถึงสิ่งที่ล่วงไปนานแล้วได้ด้วยอะไร ? ”

    “ได้ด้วย สติ ขอถวายพระพร”

    “ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า สิ่งที่ล่วงไปนานแล้วนั้น บุคคลระลึกได้ด้วย จิต ต่างหาก ไม่ใช่ระลึกได้ด้วย สติ”

    “ขอถวายพระพร มหาบพิตรทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งไว้แล้ว ระลึกไม่ได้มีอยู่หรือไม่ ? ”

    “มีอยู่ พระผู้เป็นเจ้า”

    “ขอถวายพระพร ในเวลานั้นพระองค์ไม่มีจิตหรือ ? ”

    “จิตมี แต่เวลานั้นสติไม่มี”

    “ถ้าอย่างนั้น ขอมหาบพิตรจงเข้าพระทัยเถิดว่า บุคคลระลึกได้ด้วย สติ ไม่ใช่ระลึกได้ด้วย จิต”

    “ถูกแล้ว พระนาคเสน”

 

ปัญหาที่ ๑๑
ถามถึงผู้มีสติ

    “ข้าแต่พระนาคเสน สติทั้งหลายย่อมเกิดแก่ผู้รู้ยิ่งจำพวกเดียว หรือว่าเกิดแก่กุฏุมพีด้วย ? ”

    “ขอถวายพระพร เกิดแก่ผู้รู้ยิ่งด้วย เกิดแก่กุฏุมพีด้วย”

    “แต่โยมมีความเห็นว่าไม่ใช่อย่างนั้น สติทั้งหลายเกิดแก่ผู้รู้ยิ่งจำพวกเดียว ไม่ได้เกิดแก่กุฏุมพีเลย”

    “ขอถวายพระพร ถ้ากุฏุมพีไม่มีสติ สิ่งที่ควรทำในเรื่องศีลปะ การงาน วิชาการ อย่างใดอย่างหนึ่งก็ตอ้งไม่มี พวกอาจารย์ก็ต้องไม่มีประโยชน์ แต่เพราะกุฏุมพีมีสติ จึงมีสิ่งที่ควรทำในเรื่องศีลปะ การงาน วิชาการ พวกอาจารย์จึงมีประโยชน์”

    “กล่าวถูกแล้ว พระผู้เป็นเจ้า”

 

***********