ปัญหาที่ ๗
ถามถึงความ
เผลอสติของพระอรหันต์

                 “ข้าแต่พระนาคเสน ความเผลอสติของพระอรหันต์มีอยู่หรือ ?”

    “ขอถวายพระพร ไม่มี”

   “ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า พระอรหันต์ต้องอาบัติบ้างหรือไม่ ?”

    “ขอถวายพระพร ต้อง”

   “ต้องเพราะวัตถุอะไร ?”

   “ขอถวายพระพร ต้องด้วยสำคัญผิดคือเวลาวิกาล เข้าใจว่าเป็นกาลก็มี ห้ามการรับประเคนแล้ว เข้าใจว่าไม่ได้ห้ามก็มี อาหารที่ไม่เป็นเดนภิกษุไข้ เข้าใจว่าเป็นเดนภิกษุไข้ก็มี”

   “ข้าแต่พระนาคเสน ภิกษุย่อมต้องอาบัติด้วยอาการ ๒ คือ ด้วยความไม่เอื่อเฟื้อ ๑ ด้วยความไม่รู้ ๑ พระอรหันต์อาบัติด้วยความไม่เอื่อเฟื้อมีอยู่หรือ ?”

   “ไม่มีเลย มหาบพิตร”

   “ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า ถ้าพระอรหันต์ยังต้องอาบัติอยู่ แต่ความไม่เอื่อเฟื้อย่อมไม่มีแก่พระอรหันต์ ถ้าอย่างนั้นความเผลอสติ ก็มีแก่พระอรหันต์นะซิ”

   “ไม่มี มหาบพิตร เป็นแต่พระอรหันต์ยังต้องอาบัติอยู่”

   “ถ้าอย่างนั้น ขอพระผู้เป็นเจ้าจงให้โยมเข้าใจในข้อนี้ว่า เป็นเพราะอะไร ?”

   “ขอถวายพระพร ลักษณะแห่งโทษมีอยู่ ๒ ประการ คือ เป็นโลกวัชชะ ๑ เป็นปัณณัตติวัชชะ ๑  

   ที่เป็นโลกวัชชะ (เป็นโทษทางโลก) นั้นได้แก่ อกุศลกรรมบถ ๑๐  

   ที่เป็นปัญญัตติวัชชะ (เป็นโทษทางพระวินัย) นั้น ได้แก่ สิกขาบทที่ทรงบัญญัติ   ไว้สำหรับพระภิกษุสาวกทั้งหลายอย่าง วิกาลโภชนสิกขาบท   คือการฉันอาหารในเวลาวิกาล เป็นโทษในทางพระวินัย แต่ไม่เป็นโทษทางโลก หรือ การทำให้ภูตคามเคลื่อนที่   คือการตัดต้นไม้ใบหญ้า เป็นต้น เป็นโทษทางพระวินัย แต่ไม่เป็นโทษทางโลก การว่ายน้ำเล่น   เป็นโทษทางพระวินัย แต่ไม่เป็นโทษทางโลก

   สิ่งที่เป็นโทษทางพระวินัยนี้แหละ เรียกว่า “ปัณณัตติวัชชะ” ส่วนที่เป็นทางโลกนั้น พระอรหันต์ไม่ทำอย่างเด็ดขาด สิ่งที่เป็นโทษทางพระวินัย เมื่อยังไม่รู้ก็ทำ เพราะว่าการรู้สิ่งทั้งปวงไม่ใช่วิสัยของพระอรหันต์ทั่วไป สิ่งที่พระอรหันต์ไม่รู้ก็มี เช่น นามและโคตรแห่งสตรีบุรุษ

    พระอรหันต์รู้ได้เฉพาะวิมุตติ คือการหลุดพ้นก็มี พระอรหันต์ขั้นอภิญญา ๖ ก็รู้เฉพาะในวิสัยแห่งตน สมเด็จพระสัพพัญญูเจ้าเท่านั้น จึงจะรู้หมด ขอถวายพระพร”

   “ถูกต้อง พระนาคเสน”