นางขุชชา
รับเป็นแม่สื่อ
อยู่มาวันหนึ่งพระองค์ทอดพระเนตรเห็นนางขุชชามาที่ข้างห้องเครื่อง จึงตรัสขอร้องให้นางค่อมช่วยทำให้พระนางประภาวดีมีความกรุณา อย่างน้อยแค่ให้แลดู หรือยิ้มแย้มแจ่มใสต่อพระองค์บ้าง เมื่อกลับไปกรุงกุสาวดีแล้วจะมอบรางวัลให้อย่างเต็มที่
นางขุชชาก็ทูลรับคำว่า อีกสองสามวันหม่อมฉันจะทำพระนางประภาวดีให้อยู่ในอำนาจของพระองค์ กราบทูลดังนี้แล้วก็กลับเข้าไปในตำหนักพระนาง ทำทีเข้าไปปัดกวาดจัดตั้งเป็นที่ประทับ แล้วกราบทูลว่าจะสางพระเกศาถวาย
เมื่อมีโอกาสจึงทูลขึ้นว่า
พระราชบุตรีนี้ช่างไม่ทรงระลึกถึงครั้งยังอยู่กับพระเจ้ากุสราช บัดนี้พระราชสวามีได้เสด็จมาเป็นคนรับใช้ การที่พระองค์ต้องทรงทนลำบากเช่นนี้ เป็นเพราะทรงอาลัยในพระแม่เจ้าผู้เดียวเท่านั้น
แต่พระแม่เจ้าช่างไม่มีเยื่อใย ทำเหมือนอย่างเป็นคนอื่นคนไกล หม่อมฉันเห็นว่าไม่เป็นการสมมควรยิ่งนัก
ครั้นกราบทูลอย่างนี้แล้วก็หยุดวาจานิ่งฟัง ว่าพระนางเจ้าจะตรัสประการใด
พระนางประภาวดีได้ทรงสดับถ้อยคำของพี่เลี้ยงดังนี้แล้วก็ทรงกริ้วว่า พระพี่เลี้ยงแนะนำให้พระนางทรงโน้มพระทัยต่อพระราชสวามี ผู้มีรูปโฉมอันน่าเกลียด
พระพี่เลี้ยงก็ทำเป็นโกรธผลักพระนางเข้าไปในห้องแล้วปิดประตูเสีย พระนางขัดพระทัยขึ้นมาจึงด่าออกไป แต่นางขุชชาก็ไม่เปิดประตูถวาย แต่กลับทูลสรรเสริญพระเจ้ากุสราชว่า
อันความสวยงามของพระแม่เจ้าจะเอาไปทำสิ่งใดได้ อย่าเทียบพระเจ้ากุสราชด้วยพระรูปพระโฉม พระองค์นั้นสมบูรณ์ด้วยพระราชอิสริยยศ พระแม่เจ้าจงทรงรักพระองค์ด้วยพระคุณสมบัติของพระองค์จึงจะเป็นการดี
พระเจ้ากุสราชนั้นเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยพระราชทรัพย์ ทรงพระกำลังกายใจเข้มแข็ง มีพระราชอาณาจักรอันกว้างใหญ่ ประเสริฐกว่ากษัตริย์ทั้งหลาย มีพระสุรเสียงก้องกังงานอันไพเพราะ เป็นผู้ทรงชำนาญในศิลปศาสตร์ทั้ง ๑๐๐ อย่าง โดยไม่ได้ศึกษามาจากผู้ใด
ขอพระแม่เจ้าทรงเทียบพระพรูปสมบัติของพระแม่เจ้า กับคุณสมบัติของพระเจ้ากุสราชจึงจะถูกต้อง แล้วทรงรักใคร่ในพระเจ้ากุสราชด้วยพระคุณสมบัติจึงจะเป็นการดี
เมื่อพระนางประภาวดีได้ทรงสดับถ้อยคำดังนี้แล้ว จึงทรงขู่ว่าตวาดออกมาบ้าง ฝ่ายนางขุชชาก็แกล้งเอ็ดขึ้นว่า จะไปกราบทูลพระราชบิดาให้ทรงทราบเรื่องนี้ให้จงได้ พระนางเกรงว่าจะมีผู้รู้เรื่องเข้าจึงยอมแพ้นางขุชชา
ตั้งแต่นั้นมาพระบรมโพธิสัตว์ก็ไม่ได้เห็นพระนางประภาวดีเลย พระองค์ทรงลำบากยากแค้นอยู่ถึง ๗ เดือน ด้วยการเสวยและการบรรทม จนพระบรมโพธิสัตว์หมดอาลัยในพระอัครมเหสี จึงทรงพระดำริที่จะกลับพระนครของพระองค์ ดังนี้