ตอนที่ ๓๖ (ตอนจบ)
มักกฏ
วรรคที่ ๖
องค์ ๑ แห่งแมงมุม

                 “ข้าแต่พระนาคเสน องค์ ๑ แห่งแมงมุมได้แก่อะไร ?”

    “ขอถวายพระพร ธรรมดา แมงมุม ชักใยขวางทางไว้แล้วจ้องดูอยู่ ถ้าหนอนหรือแมลงมาติดในใยของตน ก็จับกินเสียฉันใด พระโยคาวจรก็ควรชักใย คือสติปัฏฐาน ขึงไว้ที่ทวารทั้ง ๖ ถ้ามีแมลง คือกิเลสมาติด ก็ควรฆ่าเสียฉันนั้น อันนี้เป็นองค์ที่ ๖ แห่งแมงมุม

   ข้อนี้สมกับคำของ พระอนุรทธเถระ ว่า

    “เพดานที่กั้นทวารทั้ง ๖ อยู่ คือสติปัฏฐานอันประเสริฐ เวลากิเลสมาติดที่เพดาน คือสติปัฏฐานนั้น พระภิกษุก็ควรฆ่าเสีย” ดังนี้ขอถวายพระพร”

องค์ ๑ แห่งทารก

   “ข้าแต่พระนาคเสน องค์ ๑ แห่งทารกที่ยังกินนมอยู่ได้แก่อะไร ?”

   “ขอถวายพระพร ธรรมดา ทารกที่ยังกินนมอยู่ ย่อมขวนขวายในประโยชน์ของตน เวลาอยากกินนมก็ร้องไห้ฉันใด พระโยคาวจรก็ควรขวนขวายในประโยชน์ของตนฉันนั้น คือขวนขวายในธรรมอันชอบใจตน ขวนขวายในการเล่าเรียนไต่ถาม การประกอบความสงัด การอยู่ในสำนักครู การคบกัลยาณมิตร อันนี้เป็นองค์ ๑ แห่งทารก

    ข้อนี้สมกับพระพุทธพจน์ใน ทีฆนิกายปรินิพพานสูตร ว่า

    “ดูก่อนอานนท์ พวกเธอจงประกอบในประโยชน์ของตน อย่าได้ประมาทในประโยชน์ของตน” ดังนี้ ขอถวายพระพร”

องค์ ๑ แห่งเต่าเหลือง

   “ข้าแต่พระนาคเสน องค์ ๑ แห่งเต่าเหลืองได้แก่อะไร ?”

   “ขอถวยพระพร ธรรมดา เต่าเหลือง ย่อมเว้นน้ำเพราะกลัวน้ำ เมื่อเว้นน้ำก็มีอายุยืนฉันใด พระโยคาวจรก็ควรเห็นภัยในความประมาท เห็นคุณวิเศษในความไม่ประมาท จึงจักไม่เสื่อมจากคุณวิเศษ จักได้เข้าใกล้นิพพาน อันนี้เป็นองค์ ๑ แห่งเต่าเหลือง ข้อนี้สมกับพระพุทธพจน์ใน พระธรรมบท ว่า

    “ภิกษุผู้ยินดีในความไม่ประมาท ผู้เห็นภัยในความประมาท ย่อมไม่เสื่อม ย่อมได้อยู่ใกล้นิพพาน” ดังนี้ ขอถวายพระพร”

องค์ ๕ แห่งป่า

    “ข้าแต่พระนาคเสน องค์ ๕ แห่งป่าได้แก่สิ่งใด ?”

   “ขอถวายพระพร ธรรมดา ป่า ย่อมปิดบังคนที่ไม่สะอาดไว้ฉันใด พระโยคาวจรก็ควรปิดบังความผิดพลั้งของผู้อื่นไว้ฉันนั้น อันนี้เป็นองค์ที่ ๑ แห่งป่า

   ธรรมดาป่าย่อมเป็นที่ว่างเปล่า ไม่มีคนไปมาฉันใด พระโยคาวจรก็ควรเป็นผู้ว่างเปล่าจากกิเลสทั้งปวงฉันนั้น อันนี้เป็นองค์ที่ ๒ แห่งป่า

   ธรรมดาป่าย่อมเป็นที่เงี่ยบสงัดฉันใด พระโคาวจรก็ควรเงียบสงัดจากสิ่งที่เป็นบาปอกุศลฉันนั้น อันนี้เป็นองค์ที่ ๓ แห่งป่า

   ธรรมดาป่าย่อมเป็นผู้ที่บริสุทธิ์ฉันใด พระโยคาวจรก็ควรเป็นบริสุทธิ์ฉันนั้น อันนี้เป็นองค์ที่ ๔ แห่งป่า

   ธรรมดาป่าย่อมเป็นที่อาศัยอยู่ของพระอริยชนฉันใด พระโยคาวจรก็ควรคบอริยชนฉันนั้น อันนี้เป็นองค์ที่ ๕ แห่งป่า ข้อนี้สมกับพระพุทธพจน์ในคัมถีร์ สังตตนิกาย ว่า

    “บุคคลควรอยู่ร่วมกับอริยะผู้สงัดผู้มีใจตั้งมั่น ผู้รู้แจ้ง ผู้มีความเพียรแรงกล้าเป็นนิจ” ดังนี้ ขอถวายพระพร”

องค์ ๓ แห่งต้นไม้

   “ข้าแต่พระนาคเสน องค์ ๓ แห่งต้นไม้ได้แก่อะไร ?”

   “ขอถวายพระพร ธรรมดา ต้นไม้ ย่อมทรงไว้ซึ่งดอกและผลฉันใด พระโยคาวจรก็ควรเป็นผู้ทรงไว้ซึ่งดอกคือวิมุตติ ผลคือ สมณคุณ อันนี้เป็นองค์ที่ ๑ แห่งต้นไม้

   ธรรมดาต้นไม้ย่อมให้ร่มเงาแก่ผู้เข้าไปพักอาศัยฉันใด พระโยคาวจรก็ควรต้อนรับผู้ที่เข้ามาหาตน ด้วยอามิสหรือธรรมฉันนั้น อันนี้เป็นองค์ที่ ๒ แห่งต้นไม้

   ธรรมดาต้นไม้ย่อมไม่ทำเงาของตนให้แปลกกัน ย่อมแผ่ไปให้เสมอกันฉันใด พระโยคาวจรก็ไม่ควรทำให้แปลกกันในสัตว์ทั้งหลายฉันนั้น คือควรแผ่เมตตาไปให้เสมอกันทั้งในผู้เป็นโจร เป็นผู้จะฆ่าตน เป็นข้าศึกของตนและตนเอง อันนี้เป็นองค์ที่ ๓ แห่งต้นไม้

   ข้อนี้สมกับคำของ พระสารีบุตรเถระ ว่า

    “พระมุนี คือพระพุทธเจ้า ย่อมเป็นผู้มีพระหฤทัยเสมอไปแก่สัตว์ทั้งหลาย เช่น พระเทวทัต โจรองค์คุลิมาล ช้างธนบาล และ พระราหุล เป็นตัวอย่าง” ดังนี้ ขอถวายพระพร”

องค์ ๕ แห่งเมฆ

   “ข้าแต่พระนาคเสน องค์ ๕ แห่งเมฆได้แก่อะไร ?”

   “ขอถวายพระพร ธรรมดา เมฆ ย่อมระงับเสียซึ่งละอองเหงือไคล คือเกิดแล้วฉันใด พระโยคาวจรก็ควรระงับเหงื่อไคล คือกิเลสฉันนั้น อันนี้เป็นองค์ที่ ๑ แห่งเมฆ

   ธรรมดาเมฆคือฝนที่ตกลงมา ย่อมดับความร้อนในแผ่นดินฉันใด พระโยคาวจรก็ควรดับทุกข์ร้อนของโลก ด้วยเมตตาภาวนาฉันนั้น อันนี้เป็นองค์ที่ ๒ แห่งเมฆ

   ธรรมดาเมฆย่อมทำให้พืชทั้งปวงงอกขึ้นฉันใด พระโยคาวจรก็ควรทำให้พืช คือศรัทธาของบุคคลทั้งหลายให้งอกขึ้นฉันนั้น ควรปลูกพืชคือทรัทธานั้นไว้ในสมบัติทั้ง ๓ คือ มนุษยสมบัติ สวรรคสมบัติ นิพพานสมบัติ อันนี้เป็นองค์ที่ ๓ แห่งเมฆ

   ธรรมดาเมฆย่อมตั้งขึ้นตามฤดูฝนแล้วเป็นฝนตกลงมา ทำให้หญ้า ต้นไม้ เครือไว้ พุ่มไม้ ต้นยา ป่าไม้ เกิดขึ้นในพื้นธรณีฉันใด พระโยคาวจรก็ควรทำให้โยนิโสมนสิการเกิดขึ้นแล้วทำให้สมณธรรม และกุศลธรรมทั้งปวงเกิดขึ้นฉันนั้น อันนี้เป็นองค์ที่ ๔ แห่งเมฆ

   ธรรมดาเมฆคือก่อนน้ำ เมื่อตกลงมาก็ทำให้แม่น้ำ หนอง สระ ซอก ห้วยระแหง บึง บ่อ เป็นต้น ให้เต็มไปด้วยน้ำฉันใด

   พระโยคาวจรเมื่อเมฆ คือโลกุตตรธรรมตกลงมาด้วยการศึกษาพระปริยัติธรรม ควรทำใจของบุคคลทั้งหลาย ผู้มุ่งต่อโลกุตตรธรรม ให้เต็มบริบูรณ์ฉันนั้น อันนี้เป็นองค์ที่ ๕ แห่งเมฆ ข้อนี้สมกับคำของ พระสารีบุตรเถระ ว่า

    “พระมหามุนีทรงเล็งเห็นผู้ที่ควรจะให้รู้ อยู่ในที่ไกลตั้งแสนโยชน์ก็ตาม ก็เสด็จไปโปรดให้รู้ทันที” ดังนี้ ขอถวายพระพร”

องค์ที่ ๓
แห่งแก้วมณี

   “ข้าแต่พระนาคเสน องค์ ๓ แห่งแก้วมณีได้แก่อะไร ?”

   “ขอถวายพระพร ธรรมดา แก้วมณี ย่อมเป็นของบริสุทธิ์แท้ฉันใด พระโยคาวจรก็ควรเป็นผู้มีอาชีพบริสุทธิ์แท้ฉันนั้น อันนี้เป็นองค์ที่ ๑ แห่งแก้วมณี

   ธรรมดาแก้วมณี ย่อมไม่มีสิ่งใดเจือปนอยู่ข้างในฉันใด พระโยคาวจรก็ไม่ควรปะปนอยู่ด้วยสหายที่เป็นบาปฉันนั้น อันนี้เป็นองค์ที่ ๒ แห่งแก้วมณี

   ธรรมดาแก้วมณี ย่อมประกอบกับแก้วที่เกิดเองฉันใด พระโยคาวจรก็ควรประกอบกับแก้วมณีคือพระอริยะฉันนั้น อันนี้เป็นองค์ที่ ๓ แห่งแก้วมณี ข้อนี้สมกับพระพุทธพจน์ใน สุตตนิบาต ว่า

     “ผู้บริสุทธิ์เมื่ออยู่กับผู้บริสุทธิ์ ผู้มีสติอยู่กับผู้มีสติ ก็จักมีปัญญาทำให้สิ้นทุกข์” ดังนี้ ขอถวายพระพร”

องค์ ๔
แห่งนายพราน

   “ข้าแต่พระนาคเสน องค์ ๔ แห่งนายพรานได้แก่สิ่งใด ?”

   “ขอถวายพระพร ธรรมดา นายพราน ย่อมหลับน้อยฉันใด พระโยคาวจรก็ควรหลับน้อยฉันนั้น อันนี้เป็นองค์ที่ ๑ แห่งนายพราน

   ธรรมดานายพรานย่อมพรานผูกใจไว้ในหมู่เนื้อฉันใด พระโยคาวจรก็ควรผูกใจไว้ในอารมณ์ อันจักให้ได้คุณวิเศษที่ตนได้แล้วฉันนั้น อันนี้เป็นองค์ที่ ๒ ปห่งนายพราน

   ธรรมดานายพรานย่อมรู้จักเวลากระทำของตนฉันใด พระโยคาวจรก็ควรรู้จักเวลาฉันนั้น คือควรรู้ว่า เวลานี้เป็นเวลาเข้าสู่ที่สงัดเวลานี้เป็นเวลาออกจากที่สงัด อันนี้เป็นองค์ ที่ ๓ แห่งนายพราน

   ธรรมนายพรานพอแลเห็นเนื้อ ก็เกิดความร่าเริงว่า เราจักได้เนื้อตัวนี้ฉันใด พระโยคาวจรพอได้ความยินดีในอารมณ์ ก็ควรเกิดความร่าเริงใจว่า เราได้คุณวิเศษยิ่งขึ้นไปฉันนั้น อันนี้เป็นองค์ที่ ๔ แห่งนายพราน

   ข้อนี้สมกับคำของ พระโมฆราชเถระ กล่าวว่า

    “ภิกษุผู้มีความเพียร ได้ความยินดีในอารมณ์แล้ว ควรทำให้เกิดความร่าเริง ยิ่งขึ้นไปว่า เราจักได้บรรลุธรรมวิเศษอันยิ่ง” ดังนี้ ขอถวายพระ”

    (หมายเหตุ. คำสุภาษิตนี้ ฉบับพิสดารบอกว่า เป็นของพระโมคคัลลาน์)

องค์ ๒
แห่งพรานเบ็ด

   “ข้าแต่พระนาคเสน องค์ ๒ แห่งพรานเบ็ดได้แก่อะไร ?”

   “ขอถวายพระพร ธรรมดา พรานเบ็ด ย่อมดึงปลาขึ้นได้ด้วยเหยื่อฉันใด พระโยคาวจรก็ควรดึงผลสมณะ อันยิ่งขึ้นมาให้ได้ด้วยญาณฉันนั้น อันนี้เป็นองค์ที่ ๑ แห่งพรานเบ็ด

   ธรรมดาพรานเบ็ดสละสัตว์ที่เป็นเหยื่อเพียงเล็กน้อย ก็ได้ปลามากฉันใด พระโยคาวจรก็ควรสละเหยืออันเล็กน้อย คืออามิสในโลกฉันนั้น เพราะพระโยคาวจรสละสุขของโลกเพียงเล็กน้อยแล้วก็ได้สมณคุณอันไพบูลย์ อันนี้เป็นองค์ที่ ๒ แห่งพรานเบ็ด

   ข้อนี้สมกับคำของ พระราหุลเถระ ว่า

    “พระภิกษุสละโลกามิสแล้ว ย่อมได้อมิตตวิโมกข์ (หลุดพ้นเพราะไม่ถือนิมิตในร่างกาย) สุญญตวิโมกข์ (หลุดพ้นเพราะว่างจากกิเลส) อัปปณหิตวิโมกข์ (หลุดพ้นเพราะไม่ปรารถนาในร่างกาย) และผล ๔ อภิญญา ๖” ดังนี้ ขอถวายพระพร”

องค์ ๒ แห่งช่างไม้

    “ขอถวายพระพร องค์ ๒ แห่งช่างไม้ได้แก่อะไร ?”

   “ขอถวายพระพร ธรรมดา ช่างไม้ ดีดบรรทัดแล้วถากไม้ฉันใด พระโยคาวจรก็ควรดีดบรรทัดลงในคำสั่งสอนของสมเด็จพระชินวรเจ้า แล้วยืนอยู่ที่เหนือพื้นปฐพีคือศีลจับเอามีดคือปัญญาด้วยมือ คือศรัทธาแล้วถากกิเลสทั้งหลายให้สูญหายไปฉันนั้น อันนี้ เป็นองค์ที่ ๑ แห่งช่างไม้

   ธรรมดาช่างไม้ถากเปลือกกระพี้ออกทิ้งถือเอาแต่แก่นฉันใด พระโยคาวจรก็ควรถากซึ่งลัทธิต่าง ๆ เช่น มีความเห็นว่าโลกเที่ยงบ้างเห็นว่าตายแล้วสูญบ้าง เป็นต้น แล้วถือเอาแต่แก่น คือความเป็นเองแห่งสังขารทั้งหลายว่า ไม่มีอะไรเป็นสัตว์บุคคล ตัวตน เราเขามีแต่ของว่างเปล่า เป็นของที่ไม่เที่ยงทั้งนั้น อันนี้เป็นองค์ที่ ๒ แห่งช่างไม้

   ข้อนี้สมกับพระพุทธพจน์ใน สุตตนิบาต ว่า

    “ท่านทั้งหลายควรปัดเป่าเสียซึ่งความมืดควรกวาดเสียซึ่งหยากเยื่อเชื่อฝอย ควรทิ้งเสียซึ่งผู้ไม่ใช่สมณะแต่ถือตัวว่าเป็นสมณะควรทิ้งเสียซึ้งผู้มีนิสัยลามก มีความประพฤติและโคจรลามก ควรเป็นผู้บริสุทธิ์ อยู่กับผู้บริสุทธิ์ ควรเป็นผู้มีสติ อยู่กับผู้มีสติ” ดังนี้ ขอถวายพระพร”

จบมักฏวรรคที่ ๖